← Back to KHAO

ย้อนมติคดีสำคัญ อุดม สิทธิวิรัชธรรม ว่าที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เคยเป็น 1 เสียง วินิจฉัยข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันฯ ไม่เข้าข่ายล้มล้าง

7 min read

Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 2 outlets. See llms.txt for citation guidance.

2 แหล่งข่าว

The Secret Sauce Summit 2026

อุดม สิทธิวิรัชธรรม ว่าที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ เคยมีส่วนร่วมในการวินิจฉัยหลายคดีสำคัญทางการเมือง และเคยเป็นเสียงข้างน้อยหนึ่งเดียวในหลายคดี เช่น คดีวินิจฉัย 10 ข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันฯ ที่เขาชี้ว่า ไม่ใช่การล้มล้างการปกครองฯ หรือคดีซุกหุ้นของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่เขาวินิจฉัยว่า ไม่ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของศักดิ์สยามสิ้นสุดลง

Key facts

Summary

1. คดีพักบ้านหลวงของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา : เห็นว่าไม่ขาดคุณสมบัติ

เมื่อ 2 ธันวาคม 2563 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ ‘เอกฉันท์’ ว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่ขาดคุณสมบัติความเป็นนายกรัฐมนตรี จากกรณีพักอาศัยในบ้านพักข้าราชการทหารแม้เกษียณอายุไป 6 ปีแล้ว เนื่องจากเป็นไปตามระเบียบภายในของกองทัพบก พ.ศ. 2548

2. คดีอำนาจของรัฐสภาในการริเริ่มแก้ไขรัฐธรรมนูญ : เห็นว่ารัฐสภามีอำนาจ

11 มีนาคม 2564 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก (8 ต่อ 1) ชี้ว่ารัฐสภามีอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องทำประชามติเสียก่อน อุดม สิทธิวิรัชธรรม เป็น 1 ในตุลาการเสียงมาก

3. คดี 10 ข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ของกลุ่มผู้ชุมนุม : เห็นว่าไม่ใช่การล้มล้างการปกครองฯ

10 พฤศจิกายน 2564 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก (8 ต่อ 1) วินิจฉัยว่าเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองฯ โดย อุดม สิทธิวิรัชธรรม เป็นตุลาการเสียงข้างน้อยเพียงหนึ่งเดียวในคดีนี้

4. คดีวาระดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 8 ปี ของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา : เห็นว่ายังดำรงตำแหน่งไม่ครบ 8 ปี

วันที่ 30 กันยายน 2565 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 ว่า ความเป็นนายกรัฐมนตรีของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังไม่สิ้นสุดลง เนื่องจากดำรงตำแหน่งยังไม่ครบ 8 ปี โดยให้เริ่มนับความเป็นนายกรัฐมนตรีของ พล.อ…

5. คดีปลด ศักดิ์สยาม ชิดชอบ จากความเป็นรัฐมนตรี : เห็นว่ายังไม่พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

เมื่อ 17 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก (7 ต่อ 1) วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ สิ้นสุดลงเฉพาะตัว เนื่องจากศักดิ์สยามยังคงไว้ซึ่งหุ้นส่วนและยังคงเป็นผู้ถือหุ้นและเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ซึ่งจะทำให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหุ้นหรือกิจการของห้างหุ้นส่วน เ…

6. คดีหุ้นไอทีวีของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ : เห็นว่าพิธาไม่พ้นสมาชิกภาพ สส.

24 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก (8 ต่อ 1) วินิจฉัยว่า พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่มีความผิดในข้อหาถือครองหุ้นสื่อ บริษัท ไอทีวี จำกัด มหาชน โดย อุดม สิทธิวิรัชธรรม อยู่ในฝ่ายตุลาการเสียงข้างมาก

7. คดียุบพรรคก้าวไกล : เห็นว่าควรตัดสินยุบพรรคและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค 10 ปี

เมื่อ 7 สิงหาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ ‘เอกฉันท์’ ยุบพรรคก้าวไกล และตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรค 11 คน เป็นระยะเวลา 10 ปี เนื่องจากกระทำการล้มล้างการปกครองฯ

8. คดีปลด เศรษฐา ทวีสิน จากความเป็นนายกรัฐมนตรี : เห็นว่าเศรษฐาต้องพ้นจากตำแหน่ง

เมื่อ 14 สิงหาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก (5 ต่อ 4 เสียง) ถอดถอน เศรษฐา ทวีสิน จากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และ ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดย อุดม สิทธิวิรัชธรรม อยู่ในฝ่ายเสียงข้างมาก

9. คดีปลด แพทองธาร ชินวัตร จากความเป็นนายกรัฐมนตรี : เห็นว่าแพทองธารต้องพ้นจากตำแหน่ง

วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก (6 ต่อ 3) สั่งให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมรัฐมนตรีทั้งคณะ ฐานฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง โดย อุดม สิทธิวิรัชธรรม อยู่ในฝ่ายเสียงข้างมาก

10. คดีการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ : เห็นว่าสามารถทำประชามติ 2 ครั้ง

วันที่ 10 กันยายน 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก (5 ต่อ 2) วินิจฉัยว่า รัฐสภามีอำนาจริเริ่มหรือแสดงความต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แต่ต้องทำประชามติเสียก่อน โดย อุดม สิทธิวิรัชธรรม อยู่ในกลุ่มเสียงข้างมากในประเด็นนี้

Read full article at The Standard →