Thansettakij
เปิดประชาพิจารณ์ ร่าง พ.ร.บ.อุ้มบุญปรับปรุงใหม่ ปลดล็อกสิทธิ์มีลูก 'คู่สมรสเท่าเทียม-ต่างชาติ'
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
สบส. เปิดรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.อุ้มบุญ ฉบับปรับปรุงใหม่ ถึง 31 ก.ค.นี้ สอดรับกฎหมายสมรสเท่าเทียม ชาวต่างชาติเข้าถึงสิทธิ์ตั้งครรภ์แทนอย่างถูกต้อง พร้อมล้อมคอกธุรกิจสีเทาด้วยบทลงโทษอาญาที่รุนแรงขึ้น
Key facts
- นอกจากนี้ยังกำหนดโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท สำหรับผู้ที่ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ด้วย กรม สบส. เชื่อมั่นว่า การปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้จะไม่กระทบต่อต้นทุนของรัฐ เนื่องจากใช้โครงสร้างเดิมของปี 2558
- ผ่าน ระบบกลางทางกฎหมาย ระหว่างวันที่ 2 – 31 กรกฎาคม 2569 นี้
- ในร่างกฎหมายฉบับปรับปรุงใหม่นี้มีสาระสำคัญที่น่าสนใจหลายประการ อาทิ การสนับสนุนให้คู่สมรสเท่าเทียมมีบุตร พบว่า เห็นด้วย 92.7% โดยประชาชนเห็นชอบให้ปรับแก้กฎหมายเพื่อเปิดโอกาสให้คู่รัก LGBTQ+
- ให้มีอำนาจเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา เพื่อเข้าตรวจค้นและบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งได้รับเสียงสนับสนุน เห็นด้วยกับเรื่องนี้ 93.5%
- นายแพทย์ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรม สบส. เปิดเผยว่า กฎหมายอุ้มบุญฉบับเดิมปี 2558 ใช้บังคับมาเกือบ 10 ปีแล้ว ขณะที่ปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยและเผชิญภาวะมีบุตรยากเพิ่มขึ้น
- กอร์ปกับการประกาศใช้ พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม พ.ศ. 2567 ที่เปลี่ยนคำนิยามจาก "สามี-ภริยา"
Summary
สาระสำคัญของร่างกฎหมายใหม่คือการเสนอให้คู่สมรสเท่าเทียมที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย สามารถมีบุตรโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ได้
กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข เดินหน้ายกระดับระบบบริการสุขภาพไทยให้สอดคล้องกับบริบทสังคมและมาตรฐานสากล โดยประกาศเชิญชวนประชาชน สถานพยาบาล ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือที่รู้จักกันในนาม "ร่าง พ.ร.บ.อุ้มบุญ ฉบับปรับปรุง" ผ่าน ระบบกลางทางกฎหมาย ระหว่างวันที่ 2 – 31 กรกฎาคม 2569 นี้
นอกจากนี้ยังเป็นการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ครบวงจร (Medical Hub) จากการเปิดรับฟังความคิดเห็นเบื้องต้นจากกลุ่มเป้าหมายและประชาชนทั่วไปจำนวน 260 คน พบว่า ได้รับเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้น