Krungthep Turakij
ส่ง ‘ซิลิกา-แคลเซียมคาร์บอเนต’ 10 ล้านตันขึ้นอวกาศ หวังสะท้อนแสงอาทิตย์ ลดอุณหภูมิโลก 1.5 °C
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
ท่ามกลางวิกฤติความร้อนที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ทำให้ทุกฝ่ายต่างช่วยกันหาวิธีการแก้ปัญหาโลกร้อน โดย Stardust Solutions สตาร์ทอัพร่วมทุนระหว่างอิสราเอลและสหรัฐ ได้ประกาศแผนการครั้งใหญ่ในการใช้เทคโนโลยี “ การจัดการรังสีสุริยะ ” ( Solar Radiation Modification - SRM ) เพื่อสะท้อนแสงอาทิตย์กลับสู่อวกาศก่อนที่มันจะทำให้โลกสะสมความร้อน
Key facts
- Stardust Solutions ได้เงินระดมทุนไปแล้วกว่า 75 ล้านดอลลาร์ และกำลังดำเนินการจดสิทธิบัตรอนุภาคของตน สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ใครควรจะเป็นผู้ถือ “กุญแจ”
- ที่ความสูงประมาณ 18 กิโลเมตรเหนือพื้นโลก คาดว่าการปล่อยอนุภาคประมาณ 10 ล้านตันในช่วงระยะเวลาหลายปี จะสามารถลดอุณหภูมิของโลกลงได้ถึง 1.5 องศาเซลเซียส โดยค่าใช้จ่ายตั้งแต่การจัดหาวัสดุไปจนถึงการติดตามตรวจสอบผลกระทบเริ่มต้นที่ 10,000
- ปัจจุบัน Stardust Solutions เริ่มจ้างบริษัทล็อบบี้เพื่อโน้มน้าวสมาชิกรัฐสภาสหรัฐ และใช้งบประมาณในส่วนนี้ไปแล้วกว่า 370,000 ดอลลาร์ เพื่อผลักดันให้เกิดกรอบการกำกับดูแลที่เอื้อต่อการทดสอบกลางแจ้งในอนาคต
- ปรากาช คัชวาน ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแบรนไดส์ เตือนถึงภัยเงียบนี้ว่า “มีความเสี่ยงทางสังคมสำหรับประชากรอย่างน้อย 2,000 ล้านคน ที่ไม่เข้าใจว่าการแทรกแซงนี้จะส่งผลผลกระทบต่อการเกิดมรสุมอย่างไร”
Summary
Stardust Solutions ได้เงินระดมทุนไปแล้วกว่า 75 ล้านดอลลาร์ และกำลังดำเนินการจดสิทธิบัตรอนุภาคของตน สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ใครควรจะเป็นผู้ถือ “กุญแจ” ในการควบคุมอุณหภูมิของโลก และบริษัทเอกชนที่แสวงหากำไรสมควรได้รับความไว้วางใจให้ดูแลชั้นบรรยากาศหรือไม่
เทคโนโลยีนี้ จะใช้เครื่องบินเพดานบินสูงเพื่อปล่อยอนุภาคจำนวนมหาศาลเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ “ สตราโตสเฟียร์ ” ที่ความสูงประมาณ 18 กิโลเมตรเหนือพื้นโลก คาดว่าการปล่อยอนุภาคประมาณ 10 ล้านตันในช่วงระยะเวลาหลายปี จะสามารถลดอุณหภูมิของโลกลงได้ถึง 1.5 องศาเซลเซียส โดยค่าใช้จ่ายตั้งแต่การจัดหาวัสดุไปจนถึงการติดตามตรวจสอบผลกระทบเริ่มต้นที่ 10,000 ล้านดอลลาร์
ปัจจุบัน Stardust Solutions เริ่มจ้างบริษัทล็อบบี้เพื่อโน้มน้าวสมาชิกรัฐสภาสหรัฐ และใช้งบประมาณในส่วนนี้ไปแล้วกว่า 370,000 ดอลลาร์ เพื่อผลักดันให้เกิดกรอบการกำกับดูแลที่เอื้อต่อการทดสอบกลางแจ้งในอนาคต ท่ามกลางกระแสการแบนวิศวกรรมธรณีในหลายรัฐของสหรัฐ เช่น เทนเนสซีและฟลอริดา รวมถึงการประกาศแบนจากรัฐบาลเม็กซิโก