S&P 500 · The Standard
พรีวิวผลงานไตรมาส 2 ‘บจ.สหรัฐฯ’ เจาะลึกกลุ่มหุ้นเด่น-หลบหุ้นเสี่ยงครึ่งปีหลัง กลุ่มไหนจะได้ไปต่อ
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
ผลประกอบการ บจ.สหรัฐฯ ในไตรมาส 2/2026 คาดการณ์ว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) ของดัชนี S&P 500 จะเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 22% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยกลุ่มพลังงานคาดโต 110% และกลุ่มเทคโนโลยีโต 39-59% ขณะที่กลุ่มเฮลท์แคร์อาจติดลบ 11% SCB CIO แนะนักลงทุนควรจับตาผลตอบแทนจากการลงทุนของกลุ่ม Hyper Scaler และระมัดระวังกลุ่มพลังงานที่ราคาหุ้นอาจไม่สะท้อนแนวโน้มกำไรในอนาคต
Key facts
- ผลประกอบการ บจ.สหรัฐฯ ในไตรมาส 2/2026 คาดการณ์ว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) ของดัชนี S&P 500 จะเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 22% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยกลุ่มพลังงานคาดโต 110% และกลุ่มเทคโนโลยีโต 39-59% ขณะที่กลุ่มเฮลท์แคร์อาจติดลบ 11% SCB CIO
- งบไตรมาส 2/2026 ของกลุ่มธนาคารที่จะประกาศออกมา จะเป็นตัวสะท้อนภาพรวมการบริโภค การใช้จ่าย และความเชื่อมั่นในสหรัฐฯ ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อและน้ำมันแพง แม้ตลาดจะคาดหวังกำไรกลุ่มธนาคารเติบโตเพียง 4% แต่ชาตรีมองว่ามีโอกาสที่ตัวเลขจะออกมาดีกว่าคาด
- หากเราใช้ค่ากลาง (Median) ตัดค่าที่สูงหรือต่ำผิดปกติออกไป จะพบว่ากำไรค่ากลางของ S&P 500 เติบโตจริงที่ 9% และกลุ่มเฮลท์แคร์กลับมาเป็นบวก 8%”
- พร้อมชี้ให้เห็นว่านี่คือสาเหตุที่ราคาหุ้นแต่ละกลุ่มขึ้นไม่เท่ากัน โดย S&P 500 ขึ้นมา 8% แต่กลุ่มเทคโนโลยีบางตัววิ่งไปถึง 70-80%
- ตราบใดที่กำไรของ S&P 500 ยังสามารถเติบโตได้เกิน 2 หลัก (ไตรมาสก่อนโต 17% และไตรมาสนี้คาดการณ์ที่ 22%) ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในระยะยาวยังคงมีความน่าสนใจอย่างแน่นอน
- ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM หัวหน้าทีมที่ปรึกษาการลงทุน SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า ฤดูกาลประกาศงบไตรมาส 2/2026 จะเริ่มต้นที่กลุ่มธนาคารก่อนจะไล่เรียงไปสู่กลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในช่วงปลายเดือน
Summary
อย่างไรก็ตาม หากเจาะลึกลงไปจะพบว่าการเติบโตนั้นไม่ได้กระจายตัวเท่ากัน แต่เกิดจากบางกลุ่มอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด เช่น กลุ่มพลังงานที่คาดว่าจะโตถึง 110% และกลุ่มเทคโนโลยี รวมถึงวัสดุที่ใช้ทำเซมิคอนดักเตอร์ที่โตประมาณ 39-59% ในขณะที่กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค ค้าปลีก สินค้าฟุ่มเฟือย และการเงิน ได้รับแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน และการจ้างงานที่ชะลอตัว ทำให้เติบโตเพียงเลขหลักเดียว หรือกลุ่มเฮลท์แคร์ที่เฉลี่ยอาจติดลบถึง 11%
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดเริ่มเห็นการโยกเงิน (Rotation) จากหุ้นเติบโต (Growth) ไปสู่หุ้นคุณค่า (Value) ชาตรีอธิบายว่านี่ไม่ใช่เพราะหุ้น Growth แย่ แต่เป็นเพียง ‘Healthy Correction’ หรือการปรับสมดุลราคาที่ขึ้นมาสูงเกินไป เพื่อให้ต้นทุนใกล้เคียงกันและตลาดสามารถไปต่อได้ ท้ายที่สุด หากกลุ่ม Value เติบโตได้เพียง 4-6% แม้ PE จะต่ำ แต่เงินลงทุนก็มีโอกาสหมุนกลับไปหาเทคโนโลยีที่เติบโตสูงกว่าอยู่ดี เพราะในระยะยาวแล้ว “ผลประกอบการคือเจ้ามือที่แท้จริง”
จับตา Hyper Scaler ตัวแปรชี้ชะตากลุ่มเทคโนโลยี-AI