Matichon
ออกหมายจับ อดีตทนาย คู่กรณีแม่เบนซ์ เรซซิ่ง หนีฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีฟ้องเท็จ-ไม่คืนเงิน 3 ล้าน
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 2 outlets. See llms.txt for citation guidance.
2 แหล่งข่าวยืนยัน
เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอาญานัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.3452/2562 ที่นางสุพรเพ็ญ วรโรจน์เจริญเดช เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายศิวาวิทย์ สำเร็จผล อดีตทนายความ เป็นจำเลย ในข้อหาฟ้องเท็จ เบิกความเท็จ
Key facts
- เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอาญานัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.3452/2562 ที่นางสุพรเพ็ญ วรโรจน์เจริญเดช เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายศิวาวิทย์ สำเร็จผล อดีตทนายความ เป็นจำเลย ในข้อหาฟ้องเท็จ เบิกความเท็จ
- จำเลยเป็นทนายความ ต่อมาถูกสภาทนายความฯลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2561 การกระทำของจำเลยมีเจตนาทุจริต ต้องการให้โจทก์ได้รับโทษทางอาญา และเมื่อวันที่ 5 มี.ค.2561 จำเลยเบิกความเท็จในคดีหมายเลขดำ อ.3534/2560 (ศาลพิพากษายกฟ้อง)
- นายอัครกิตติ์กล่าวภายหลังศาลเลื่อนฟังคำพิพากษาว่า ในวันนี้จำเลยไม่มาตามนัดเพื่อฟังคำพิพากษา ศาลจึงออกหมายจับและริบเงินประกัน ก่อนเลื่อนนัดเป็นวันที่ 7 ส.ค.2569 มองว่าในวันนี้เจ้าตัวไม่มาก็คิดว่าน่าจะหลบหนีไปแล้ว
- นายอัครกิตติ์กล่าวว่า การกระทำแบบนี้มองว่าเป็นการกลั่นแกล้ง เพราะเป็นทนายความ มีความรู้ทางกฎหมายแต่กลั่นแกล้งมารดาตนให้รับโทษทางอาญา ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ฟ้องกลับฐานฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษามาแล้วในปี 2565 จำคุก 2 ปี
Summary
คำฟ้องโจทก์ระบุพฤติการณ์สรุปได้ว่า เมื่อวันที่ 15 พ.ย.2560 จำเลยนำความเท็จมาฟ้องโจทก์ต่อศาลอาญาเป็นคดีหมายเลขดำ อ.3534/2560 ความผิดเกี่ยวกับการยุติธรรม ทำให้เสียหาย หมิ่นประมาท กล่าวหาโจทก์ได้บังอาจเอาไปเสียซึ่งเอกสารสัญญาจ้างทำของ และวันที่ 6 ต.ค.2560 โจทก์ได้นำสัญญาดังกล่าวไปใช้เป็นพยานหลักฐานเท็จในคดีของศาลแพ่ง ความจริงโจทก์ไม่ได้เอาไป และโจทก์ไม่ได้ใช้พยานหลักฐานเท็จ ขณะจำเลยฟ้องโจทก์คดีดังกล่าว จำเลยเป็นทนายความ ต่อมาถูกสภาทนายความฯลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความเมื่อวันที่
โดยวันนี้ นายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช หรือเบนซ์ เรซซิ่ง เดินทางมาพร้อมนางสุพรเพ็ญ ก่อนให้สัมภาษณ์ว่า มากับมารดาเพื่อฟังคำพิพากษาศาลฎีกาโดยมาในฐานะโจทก์ที่ยื่นฟ้องทนายความที่เคยว่าจ้างเรื่องประกันตัวไปและไม่คืนเงินจำนวน 3.1 ล้านบาท และศาลแพ่งได้มีคำสั่งไปก่อนหน้านี้ให้คืนเงินดังกล่าวแบบเต็มจำนวนไปแล้ว แต่ภายหลังก็ไม่มีเงินมาชดใช้คืน มีเพียงแค่คำสั่งล้มละลาย หลังจากนั้นพอมีคำสั่งให้คืนเงิน นายศิวาวิทย์ก็มาฟ้องกลับมารดาของตนว่านำเอกสารไปฟ้องโดยไม่ได้รับอนุญาต
นายอัครกิตติ์กล่าวอีกว่า มองว่าคดีนี้มีความสำคัญตรงที่เป็นคนมีความรู้ความสามารถและเป็นทนายความ เป็นที่ปรึกษากรรมาธิการ เคยได้รับรางวัลผู้นำองค์กรดีเด่น ไม่ควรนำตำแหน่งหรืออำนาจใดๆ มากลั่นแกล้งประชาชน เหมือนหากินกับความเดือดร้อนของผู้อื่นที่มีคดีความอยู่ และคนแบบนี้ไม่ควรมีที่ยืนในสังคม