Matichon
คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ราคาอันจับต้องไม่ได้
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
สําหรับท่านที่เคยเล่นวิดีโอเกมเมื่อนานมาแล้วหยุดเล่นไปสักประมาณสิบห้าถึงยี่สิบปีก่อนหน้านี้หรือนาน กว่านั้น คงนึกภาพการเล่นเป็นลำดับขั้นตอนว่าหลังจากที่เอาเครื่องเล่นเกม หรือ “ฮาร์ดแวร์” ในความทรงจำของท่านตามแต่ยุคสมัย อาจจะเป็นเครื่องอาตาริ นินเทนโดฟามิคอม หรือซุปเปอร์แฟมิคอม ไปจนถึงเครื่องโซนี่เพลย์สเตชันต่อกับโทรทัศน์ ขั้นตอนต่อมาก็จะเอาสื่อที่บรรจุตัวเกม หรือ “ซอฟต์แวร์”
Key facts
- นั่นคือภาพของการเล่นวิดีโอเกมก่อนปี 2013 (หรือ พ.ศ.2556) ก่อนที่จะมีเครื่องเกมรุ่นที่ 4 จากโซนี่ หรือเครื่อง PlayStation 4 และเครื่อง Xbox One ของไมโครซอฟต์ ซึ่งเครื่องเกมทั้งสองนี้แม้จะยังคงมีแผ่นเกมอยู่ในรูปแบบของบลูเรย์ดิสก์
- จำหน่ายตามร้านเกม แต่ข้างในจะไม่มีแผ่นเกมมาด้วย เป็นเพียงโค้ดให้เข้าไปกรอกในระบบสโตร์ของเครื่องเพื่อโหลดขึ้นมาเท่านั้น ตามด้วยการประกาศแบบกึ่งทางการของเพลย์สเตชันเองผ่านทางสื่อโซเชียลว่า หลังจากเดือนมกราคมปี 2028 (พ.ศ.2571)
- พร้อมกับความจริงจากข้อมูลการตลาดว่าในปัจจุบันยอดขายเกมโดยรวมทั้งหมดเฉพาะของเพลย์สเตชันนั้น มาจากการซื้อแบบออนไลน์ดิจิทัลถึง 80% ส่วนแบบแผ่นเกมนั้นอยู่ที่เพียง 20% เท่านั้น และด้วยข้อจำกัดของเทคโนโลยีเอง
- ในปัจจุบันว่าทำไมมีราคาแพง เริ่มต้นที่ 300 ถึง 500 บาทต่อเล่ม ใกล้เคียงหรือเกินกว่าค่าแรงขั้นต่ำไปโข
- สําหรับท่านที่เคยเล่นวิดีโอเกมเมื่อนานมาแล้วหยุดเล่นไปสักประมาณสิบห้าถึงยี่สิบปีก่อนหน้านี้หรือนาน กว่านั้น คงนึกภาพการเล่นเป็นลำดับขั้นตอนว่าหลังจากที่เอาเครื่องเล่นเกม หรือ “ฮาร์ดแวร์”
- ของเกมที่อาจจะเล่นได้ไม่สมบูรณ์ ถ้าไม่โหลดข้อมูลเพิ่มเติมจากอินเตอร์เน็ตมาเสริม หรือแก้ไขไฟล์บางส่วนในวันแรกที่เกมออกจำหน่ายด้วย ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สื่อบันทึกซอฟต์แวร์เกมเริ่มจางความสำคัญลง
Summary
สําหรับท่านที่เคยเล่นวิดีโอเกมเมื่อนานมาแล้วหยุดเล่นไปสักประมาณสิบห้าถึงยี่สิบปีก่อนหน้านี้หรือนาน กว่านั้น คงนึกภาพการเล่นเป็นลำดับขั้นตอนว่าหลังจากที่เอาเครื่องเล่นเกม หรือ “ฮาร์ดแวร์” ในความทรงจำของท่านตามแต่ยุคสมัย อาจจะเป็นเครื่องอาตาริ นินเทนโดฟามิคอม หรือซุปเปอร์แฟมิคอม ไปจนถึงเครื่องโซนี่เพลย์สเตชันต่อกับโทรทัศน์ ขั้นตอนต่อมาก็จะเอาสื่อที่บรรจุตัวเกม หรือ “ซอฟต์แวร์”
นั่นคือภาพของการเล่นวิดีโอเกมก่อนปี 2013 (หรือ พ.ศ.2556) ก่อนที่จะมีเครื่องเกมรุ่นที่ 4 จากโซนี่ หรือเครื่อง PlayStation 4 และเครื่อง Xbox One ของไมโครซอฟต์ ซึ่งเครื่องเกมทั้งสองนี้แม้จะยังคงมีแผ่นเกมอยู่ในรูปแบบของบลูเรย์ดิสก์ แต่ก็เป็นแผ่นเกมที่บรรจุข้อมูลไว้เพื่อการนำลงติดตั้งในฮาร์ดดิสก์ของเครื่องเกม และในการเล่นเกมก็จะเป็นการเล่นจากฮาร์ดดิสก์ แต่ผู้เล่นก็ต้องใส่แผ่นไว้ตลอดเวลาเพื่อเช็กสิทธิในการเล่น นอกจากนี้ ในยุคหลังๆ ข้อมูลในแผ่นเกมก็อาจจะเป็นเพียง “ข้อมูลส่วนหนึ่ง”
โดยในยุคต่อมาคือสมัยของเครื่อง PlayStation 5และ Xbox Series S และ X เค้าลางการหายไปของสื่อบันทึกเกมก็ฉายแววเมื่อเครื่องเกมทั้งสองรุ่นมาพร้อมกับตัวเลือกสำหรับรุ่นที่ไม่มีช่องอ่านแผ่นซึ่งมีราคาถูกลง ตามด้วยการบอกใบ้แบบค่อนข้างชัดเจนสำหรับเครื่องเกม PlayStation 5 Pro ซึ่งถือเป็นเครื่องวิดีโอเกมต่อโทรทัศน์ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดของค่ายนี้ที่ขายโดยไม่มีช่องอ่านแผ่นมาเป็นตัวตั้งต้น หากอยากได้ตัวอ่านแผ่นนั้นต้องไปซื้อมาต่อเพิ่มในลักษณะของ “อุปกรณ์เสริม”
ด้วยข้อมูลดังกล่าว เอาเข้าจริงคนเล่นเกมทั้งหลายเริ่มทำใจกันมาสักพักแล้วว่าสักวันหนึ่งการสิ้นไร้แผ่นเกมอันจับต้องได้นี้น่าจะอยู่ในอนาคตอันไม่น่าจะไกลนัก ทั้งข่าวการปิดโรงงานผลิตแผ่นดีวีดีและบลูเรย์ดิสก์ของโซนี่ ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์สื่อบันเทิงหลักทั้งภาพยนตร์และเพลงรายใหญ่และบริษัทแม่ของแพลตฟอร์มเกมเพลย์สเตชัน