Thairath
กก.บอร์ด EEC ชี้ทางออกรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน รัฐหรือเอกชนต้องเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญา
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
“ดร.สถาพร” กรรมการบอร์ด EEC ชี้ทางออกรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน รัฐหรือเอกชนต้องเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญา พร้อมรับผิดชอบค่าเสียหาย ด้าน “สุรเชษฐ์” แนะรัฐหยุดแก้สัญญาเอื้อเอกชน หวั่นเสียค่าโง่
Key facts
- วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 รศ.ดร.สถาพร โอภาสานนท์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เปิดเผยถึงทิศทางและทางออกของ ปัญหาสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ที่ล่าช้ามานานเกือบ 3 ปี
- กรรมการบอร์ด EEC ชี้ทางออกรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน รัฐหรือเอกชนต้องเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญา พร้อมรับผิดชอบค่าเสียหาย ด้าน “สุรเชษฐ์”
- ขณะเดียวกัน รศ.ดร.สถาพร ยังเน้นย้ำประเด็นสำคัญว่า ในการพิจารณาทุกขั้นตอน ภาครัฐมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปกป้องผลประโยชน์ของรัฐเป็นหลัก พร้อมกับต้องระมัดระวังเงื่อนไขต่างๆ ไม่ให้สังคมมองว่าเป็นการแก้สัญญาเพื่อเอื้อประโยชน์แก่เอกชน 100%
- ทางด้าน นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาติดตามโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม เสนอให้รัฐบาลทบทวนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน พร้อมคัดค้านการแก้ไขสัญญา PPP ให้เอกชน
Summary
ขณะเดียวกัน รศ.ดร.สถาพร ยังเน้นย้ำประเด็นสำคัญว่า ในการพิจารณาทุกขั้นตอน ภาครัฐมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปกป้องผลประโยชน์ของรัฐเป็นหลัก พร้อมกับต้องระมัดระวังเงื่อนไขต่างๆ ไม่ให้สังคมมองว่าเป็นการแก้สัญญาเพื่อเอื้อประโยชน์แก่เอกชน 100% อย่างไรก็ตาม หากโครงการไม่สามารถไปต่อได้จริงๆ ระดับนโยบายจะต้องมีความชัดเจนและตัดสินใจอย่างเด็ดขาด เพราะยิ่งปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อเนิ่นนาน ประเทศชาติก็ยิ่งเสียโอกาสไปเรื่อยๆ ท้ายที่สุดทุกฝ่ายจึงต้องหาทางจบปัญหานี้ให้บอบช้ำน้อยที่สุด
วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 รศ.ดร.สถาพร โอภาสานนท์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เปิดเผยถึงทิศทางและทางออกของ ปัญหาสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ที่ล่าช้ามานานเกือบ 3 ปี โดยเจาะลึกถึงประเด็นข้อกฎหมายและเงื่อนไขการยกเลิกสัญญา ว่า สถานการณ์ที่เอกชนไม่สามารถกู้เงินมาลงทุนได้นั้น ไม่น่าจะเข้าข่าย “เหตุสุดวิสัย”
รศ.ดร.สถาพร กล่าวด้วยว่า เมื่อไม่สามารถอ้างเหตุสุดวิสัยเพื่อยุติสัญญาแบบไร้ความรับผิดชอบได้ และสัญญายังไม่หมดอายุ ทางออกที่เหลืออยู่จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้บอกเลิกสัญญา ไม่ว่าจะเป็นฝั่งรัฐบาลหรือฝั่งเอกชน ซึ่งหากเดินมาถึงจุดนี้ จะต้องมีการเข้าไปดูในรายละเอียดอย่างถี่ถ้วน ว่า หากรัฐเป็นผู้บอกเลิกสัญญา หรือเอกชนเป็นผู้บอกเลิกสัญญา แต่ละฝ่ายจะมีค่าเสียหายหรือต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นอย่างไรบ้าง