← Back to KHAO

ข่าวดีผู้ป่วยมะเร็ง! บอร์ด สปสช. ไฟเขียวยามะเร็ง ‘อิมครานิบ’ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เข้าสิทธิ ‘บัตรทอง 30 บาท’

4 min read

Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.

◌ Single Source

Matichon Weekly

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 7/2569 ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบแนวทางสนับสนุนการใช้ยารักษามะเร็งในบัญชีนวัตกรรมไทย ที่ผลิตโดยราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง 30 บาท เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยมะเร็งเข้าถึงยาที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเหมาะสม

Key facts

Summary

นายพัฒนา กล่าวว่า การสนับสนุนยามะเร็งนวัตกรรมไทยในครั้งนี้ มีความสำคัญต่อระบบสุขภาพของประเทศ เนื่องจากโรคมะเร็งยังเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพสำคัญของคนไทย ขณะที่ยารักษามะเร็งประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะกลุ่มยามุ่งเป้าและยาชีววัตถุ ยังมีราคาสูง และประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก ส่งผลต่อทั้งการเข้าถึงยาของผู้ป่วยและภาระงบประมาณของประเทศ ดังนั้น การที่หน่วยงานไทยสามารถศึกษาค้นคว้าและผลิตยาได้เอง จึงเป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มศักยภาพระบบสุขภาพไทย ทั้งด้านการดูแลผู้ป่วย การบริหารงบประมาณ และความมั่นคงด้านยาในระยะยาว

นายพัฒนา กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบแผนความต้องการจัดหายานวัตกรรมดังกล่าวล่วงหน้าเป็นระยะไม่เกิน 3 ปี ระหว่างราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อให้สามารถวางแผนการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง ควบคุมราคาและภาระงบประมาณการจัดหายาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงสนับสนุนการจัดซื้อเต็มกำลังการผลิต โดยไม่เกินความต้องการของระบบ และอยู่ภายใต้ราคาที่เหมาะสม และได้มอบ สปสช. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายพัฒนา กล่าวว่า การพัฒนายารักษามะเร็งดังกล่าว สืบเนื่องจากพระปณิธานของ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการสนับสนุนให้ผู้ป่วยมะเร็งเข้าถึงการรักษาด้วยยาที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และอยู่ในราคาที่เหมาะสม ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพการผลิตยาและองค์ความรู้ด้านเภสัชกรรมของประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

Read full article at Matichon →