Nvidia · Prachachat
“ญี่ปุ่น-มาเลย์” ปั้นชิป AI เจาะน่านน้ำใหม่ 4.1 แสนล้าน ชน Nvidia
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
เมื่อสตาร์ทอัพดีพเทคญี่ปุ่น “TAI” สลัดกรอบเทคโนโลยีเดิม ข้ามทะเลจับมือยักษ์ใหญ่ดีไซน์ชิปมาเลเซีย “Oppstar” ร่วมทุนปั้นชิป AI หวังเจาะน่านน้ำใหม่ในภาคอุตสาหกรรมมูลค่ากว่า 4.1 แสนล้านบาท กลยุทธ์นี้ไม่เพียงแต่หลีกเลี่ยงสงครามราคาและการผูกขาดของ Nvidia เท่านั้น แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนภาพโมเดล “Friend-shoring” และการยกระดับห่วงโซ่คุณค่าเซมิคอนดักเตอร์ในอาเซียน
Key facts
- นี้ มีมูลค่ารวมทั่วโลกสูงถึงราว 2 ล้านล้านเยน หรือประมาณ ล้านบาท ซึ่ง TAI ตั้งเป้าจะขยายฐานลูกค้าจากระบบรางไปสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านถนน และระบบสายส่งไฟฟ้าในอนาคต โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นที่กำลังเผชิญวิกฤตขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก
- ร่วมทุนปั้นชิป AI หวังเจาะน่านน้ำใหม่ในภาคอุตสาหกรรมมูลค่ากว่า 4.1 แสนล้านบาท กลยุทธ์นี้ไม่เพียงแต่หลีกเลี่ยงสงครามราคาและการผูกขาดของ Nvidia เท่านั้น แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนภาพโมเดล “Friend-shoring”
- ยักษ์ใหญ่ด้านการออกแบบชิปจากมาเลเซีย เพื่อร่วมกันพัฒนาและผลิตชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในเชิงพาณิชย์ภายในปี 2570
- Tokyo Artisan Intelligence หรือ TAI ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2563 ณ เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น โดยมีจุดเริ่มต้นจากการเป็นผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ AI สำหรับงานตรวจสอบในพื้นที่ปฏิบัติงานจริง นำโดย “ฮิโรกิ นากาฮาระ”
- ในด้านการผลิตเชิงพาณิชย์ TAI และ Oppstar วางแผนจะเริ่มผลิตชิปตัวอย่างในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 และเดินสายการผลิตจำนวนมาก (Mass Production) ภายในสิ้นปีเดียวกัน โดยเลือกใช้เทคโนโลยีกระบวนการผลิตขนาด 40 นาโนเมตร (Mature Node) ของบริษัท United
Summary
สำนักข่าวนิกเกอิ เอเชีย (Nikkei Asia) ระบุความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับภูมิภาค เมื่อ “Tokyo Artisan Intelligence” (TAI) สตาร์ทอัพดีพเทคของญี่ปุ่น ประกาศเดินหน้าความร่วมมือทางยุทธศาสตร์กับ “Oppstar” ยักษ์ใหญ่ด้านการออกแบบชิปจากมาเลเซีย เพื่อร่วมกันพัฒนาและผลิตชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในเชิงพาณิชย์ภายในปี 2570
ความร่วมมือข้ามชาตินี้สะท้อนภาพชัดเจนของโมเดล “Friend-shoring” หรือการกระจายห่วงโซ่อุปทานไปยังประเทศพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยการรวมตัวในครั้งนี้เป็นการผสานจุดแข็งจาก 3 พื้นที่เศรษฐกิจหลักในเอเชีย ได้แก่ ซอฟต์แวร์และอัลกอริทึมขั้นสูงจากทีมวิจัยญี่ปุ่น, ศักยภาพด้านการออกแบบวงจรรวม (IC Design) ระดับต้นน้ำของมาเลเซีย และเทคโนโลยีการหล่อชิปที่เสถียรจากไต้หวัน ซึ่งกลายเป็นโมเดลที่น่าจับตามองสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ยุคใหม่ในภูมิภาคอาเซียนและเอเชียตะวันออก
ในด้านการผลิตเชิงพาณิชย์ TAI และ Oppstar วางแผนจะเริ่มผลิตชิปตัวอย่างในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 และเดินสายการผลิตจำนวนมาก (Mass Production) ภายในสิ้นปีเดียวกัน โดยเลือกใช้เทคโนโลยีกระบวนการผลิตขนาด 40 นาโนเมตร (Mature Node) ของบริษัท United Microelectronics Corp. (UMC) ยักษ์ใหญ่เบอร์ 2 จากไต้หวัน