Circle · Siam Blockchain
สุดยอดแฮกเกอร์สายขาวใช้ทุนหลักแสน เจอช่องโหว่คริปโต มูลค่า 2 ล้านล้านบาท
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
นักวิจัยจาก Hexens พบช่องโหว่ร้ายแรงบนบล็อกเชน Aptos ที่อาจทำให้โครงสร้างพื้นฐานคริปโตมูลค่าสูงถึง 70,000 ล้านดอลลาร์ ตกอยู่ในความเสี่ยง หากถูกผู้ไม่หวังดีนำไปใช้จริง
Key facts
- นักวิจัยจาก Hexens พบช่องโหว่ร้ายแรงบนบล็อกเชน Aptos ที่อาจทำให้โครงสร้างพื้นฐานคริปโตมูลค่าสูงถึง 70,000 ล้านดอลลาร์ ตกอยู่ในความเสี่ยง หากถูกผู้ไม่หวังดีนำไปใช้จริง
- ช่องโหว่นี้เกิดขึ้นใน Aptos Move Virtual Machine ซึ่งเป็นระบบประมวลผล Smart Contract ของ Aptos และทีมวิจัยสามารถจำลองการโจมตีได้สำเร็จเกือบ 90% ด้วยต้นทุนเซิร์ฟเวอร์เพียงประมาณ 3,000 ดอลลาร์
- Aptos ระบุว่า ได้แก้ไขช่องโหว่นี้แล้ว ไม่มีเงินทุนหรือผู้ใช้งานได้รับผลกระทบ แต่กรณีนี้สะท้อนว่า ความเสี่ยงระดับโครงสร้างพื้นฐานของบล็อกเชนอาจรุนแรงกว่าที่หลายคนคิด
Summary
นักวิจัยจาก Hexens พบช่องโหว่ร้ายแรงบนบล็อกเชน Aptos ซึ่งอาจเปิดทางให้ผู้โจมตีเข้าถึงสิทธิ์สำคัญของโปรโตคอล และทำให้โครงสร้างพื้นฐานคริปโตมูลค่าสูงถึง 70,000 ล้านดอลลาร์ตกอยู่ในความเสี่ยง แม้ทีม Aptos จะยืนยันว่า ได้แก้ไขช่องโหว่ดังกล่าวแล้ว และไม่มีเงินทุนสูญหาย แต่การทดสอบของนักวิจัยที่ใช้เซิร์ฟเวอร์เพียง 3,000 ดอลลาร์ กลับสามารถจำลองการโจมตีได้สำเร็จเกือบ 90% สะท้อนว่า ความเสี่ยงของบล็อกเชนอาจไม่ได้อยู่แค่ราคาหรือสภาพคล่อง
นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Hexens บริษัทตรวจสอบความปลอดภัยบล็อกเชน เปิดเผยว่า พวกเขาพบช่องโหว่ร้ายแรงบน Aptos บล็อกเชน Layer-1 ที่อาจทำให้โครงสร้างพื้นฐานคริปโตมูลค่าสูงถึง 70,000 ล้านดอลลาร์ตกอยู่ในความเสี่ยง หากถูกผู้ไม่หวังดีนำไปใช้จริง ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ ทีมวิจัยสามารถจำลองเส้นทางโจมตีนี้ได้ด้วยเซิร์ฟเวอร์ราคาเพียงแค่ประมาณ 3,000 ดอลลาร์เท่านั้น
ช่องโหว่ดังกล่าวคล้ายกับการเปิดทางให้โค้ดของผู้โจมตีสามารถเข้าไปเขียนหรือแก้ไขข้อมูลในพื้นที่จัดเก็บของ Smart Contract อื่นได้ ทั้งที่ตามหลักแล้วไม่ควรทำได้ เท่ากับเป็นการข้ามระบบป้องกันด้าน Type System หรือระบบที่คอยแยกประเภทข้อมูลให้ถูกต้อง ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญที่ภาษา Move ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันตั้งแต่แรก หากสิทธิ์เหล่านี้ถูกยึดได้ ความเสียหายจึงอาจไม่ได้หยุดอยู่แค่โปรโตคอลเดียว แต่สามารถลามไปยังระบบอื่นที่เชื่อมต่อและเชื่อถือสิทธิ์เหล่านั้นได้ด้วย