The Standard
เอกนิติ ย้ำ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน จำเป็นฝ่าวิกฤตพลังงาน ประเทศไทยรอการเปลี่ยนผ่านไม่ได้ ก่อนศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัย 9 ก.ค.นี้
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 6 outlets. See llms.txt for citation guidance.
KHAO Verified
วันนี้ (6 กรกฎาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการแถลงร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ต่อที่ประชุมวุฒิสภาว่า การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณสามารถช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง แต่ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต จึงจำเป็นต้องโอนงบประมาณจากโครงการที่ยังไม่ได้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อนำมาใช้เป็นงบประมาณสำหรับประคองเศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบจากวิกฤต
Key facts
- วันนี้ (6 กรกฎาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการแถลงร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ต่อที่ประชุมวุฒิสภาว่า
- พร้อมย้ำว่า การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ซึ่งขณะนี้อยู่ในชั้นกรรมาธิการ มีเป้าหมายให้เป็นงบประมาณที่โปร่งใส เปิดเผย
- เมื่อถามถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ เอกนิติ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวขึ้นอยู่กับดุลพินิจของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สิ่งที่รัฐบาลทำได้ในขณะนี้
- เอกนิติ ยืนยันว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท มีความจำเป็นต่อการประคองเศรษฐกิจท่ามกลางภาวะวิกฤต โดยเห็นได้จากโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่ดำเนินการไปก่อนหน้านี้ ซึ่งมีการเบิกจ่ายแล้วกว่า 50,000 ล้านบาท
Summary
พร้อมย้ำว่า การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ซึ่งขณะนี้อยู่ในชั้นกรรมาธิการ มีเป้าหมายให้เป็นงบประมาณที่โปร่งใส เปิดเผย ตรวจสอบได้ ไม่หมกเม็ด และยึดหลักวินัยการเงินการคลัง โดยมีการถ่ายทอดสดการประชุมของคณะกรรมาธิการทุกครั้ง ถือเป็นการยกระดับความโปร่งใสของกระบวนการงบประมาณ
นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องเร่งการลงทุน โดยเฉพาะการดึงการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาสนับสนุนการลงทุนในประเทศ รวมถึงผลักดันโครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) เพื่อให้ปีนี้เป็นปีแห่งการลงทุน
เมื่อถามว่า หากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่เป็นไปตามที่รัฐบาลคาดหวัง ได้เตรียมแผนรองรับไว้หรือไม่ เอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลจะใช้ทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน เพราะการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชน จึงได้ทำงานร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ซึ่งหากมีงบประมาณเข้ามาสนับสนุน ก็จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้รวดเร็วยิ่งขึ้น