Post Today
เจาะลึกวิกฤตนอมินี มาตรการเชิงรุกจัดระเบียบธุรกิจไทย
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
พาณิชย์จับมือ 23 หน่วยงาน เดินหน้าตัดวงจรนอมินีด้วยเทคโนโลยีและสถิติเชิงรุก ดันนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงลดลงกว่า 65% คุ้มครองผู้ประกอบการไทย
Key facts
- มาตรการตรวจสอบที่เข้มงวดนี้เริ่มส่งผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน โดยพบว่าหลังจากการบังคับใช้คำสั่งและประกาศใหม่ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 จำนวนกลุ่มเสี่ยงลดลงไปกว่า 51.05% และการเพิ่มมาตรการบังคับยืนยันการลงทุนในเวลาต่อมา
- นอกจากการป้องกันเชิงรุกแล้ว ยังมีการส่งต่อข้อมูลเพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยมีการประสานให้กรมสรรพากรตรวจสอบภาษีกว่า 14,800 ราย กรมที่ดินตรวจสอบการถือครองอสังหาริมทรัพย์ 17,556 ราย
- ปัญหา นอมินี หรือการที่กลุ่มทุนต่างชาติใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางในการถือครองธุรกิจ ถือเป็นความท้าทายที่เรื้อรังและสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน
- ภาครัฐจึงได้ปรับเปลี่ยนแนวทางสู่การป้องกันเชิงรุก โดยมีการบูรณาการข้อมูลร่วมกันผ่านการลงนาม MOU ของ 23 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งยกระดับกระบวนการคัดกรองตั้งแต่ขั้นตอนก่อนการจดทะเบียนบริษัท
Summary
ปัญหา นอมินี หรือการที่กลุ่มทุนต่างชาติใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางในการถือครองธุรกิจ ถือเป็นความท้าทายที่เรื้อรังและสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน พฤติกรรมนี้ไม่เพียงแต่บิดเบือนกลไกตลาดและเอาเปรียบผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างสุจริต แต่ยังทำลายโครงสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมในระดับประเทศ การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบจึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน
เมื่อวิเคราะห์จากข้อมูลสถิติเชิงลึกจะพบว่า นิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง (ต่างชาติลงทุน 0.01 – 49.99%) มีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากที่มีเพียง 523 รายในปี 2541 พุ่งสูงถึง 11,746 รายในปี 2568 และมียอดสะสมรวมกว่า 119,297 ราย (ณ เดือนมิถุนายน 2569) ตัวเลขการเติบโตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ สะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่ทางกฎหมายที่ถูกใช้ประโยชน์มานานนับทศวรรษ
เพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว ภาครัฐจึงได้ปรับเปลี่ยนแนวทางสู่การป้องกันเชิงรุก โดยมีการบูรณาการข้อมูลร่วมกันผ่านการลงนาม MOU ของ 23 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งยกระดับกระบวนการคัดกรองตั้งแต่ขั้นตอนก่อนการจดทะเบียนบริษัท เพื่อสกัดกั้นการนำนิติบุคคลไปใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบธุรกิจที่ผิดกฎหมายตั้งแต่ต้นทาง