Krungthep Turakij
สามทศวรรษในตลาดหุ้นไทย
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
ถึงวันนี้ผมก็ลงทุน “เต็มตัว” ในตลาดหุ้นไทยมา 30 ปีแล้ว และได้เก็บสถิติการลงทุนส่วนตัวมาอย่างน้อยก็ 29 ปีครึ่งแล้ว ครบปีนี้ก็จะมีสถิติซึ่งรวมถึงผลงานการลงทุนมาครบ 3 ทศวรรษ และนี่ไม่ใช่สถิติที่มาเก็บย้อนหลัง แต่เป็นสถิติที่เก็บและเผยแพร่มาทุกปีผ่านหนังสือ “รวมเล่ม” บทความในคอลัมน์ “โลกในมุมมองของ Value Investor”
Key facts
- ของบริษัทหลักทรัพย์ตลอดทั้งวันหายไปเกือบหมด ปริมาณการเทรดหุ้นต่อวันลดเหลือเพียง 3-4,000 ล้านบาท
- ทศวรรษสุดท้ายคือตั้งแต่ปี 2560- มิถุนายน 2569 เป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยประสบปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการที่คนไทยแก่ตัวลงมาก ซึ่งทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงเหลือเพียงประมาณ 2% ต่อปีโดยเฉลี่ย
- ในตลาดหุ้นไทยมา 30 ปีแล้ว และได้เก็บสถิติการลงทุนส่วนตัวมาอย่างน้อยก็ 29 ปีครึ่งแล้ว ครบปีนี้ก็จะมีสถิติซึ่งรวมถึงผลงานการลงทุนมาครบ 3 ทศวรรษ และนี่ไม่ใช่สถิติที่มาเก็บย้อนหลัง แต่เป็นสถิติที่เก็บและเผยแพร่มาทุกปีผ่านหนังสือ “รวมเล่ม”
- พอร์ตหุ้นของผมในช่วง 10 ปีสุดท้ายทำผลตอบแทนทบต้นเหลือเพียง 2.8% ต่อปีโดยเฉลี่ย ในช่วงเวลา 9.5 ปี พอร์ตโตขึ้นเพียง 30.4% ปีที่ขาดทุนเพิ่มขึ้นถึง 3 ปีและขาดทุนในระดับประมาณ 10% ทั้ง 3 ครั้ง ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์เองนั้น ในช่วง 9.5
- เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ตลาดหุ้นไทยอยู่ในช่วงฟื้นตัวจากวิกฤติซับไพร์มที่เกิดขึ้นในปี 2551 และกลายเป็นช่วง 3-4 ปีทองของตลาดหุ้นไทยที่ตลาดหุ้นเต็มไปด้วยความคึกคัก มีเศรษฐีหุ้นเกิดใหม่เต็มไปหมด
- เริ่มจากทศวรรษแรก ซึ่งเริ่มในช่วงกลางปี 2540 ที่เป็นปีวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง”
- ผลตอบแทนเฉลี่ย 10 ปีแบบทบต้นของผมเท่ากับ 29.2% พอร์ตหุ้นโตขึ้นไปอีก 11.9 เท่า เมื่อรวมกับการเติบโตของทศวรรษที่ผ่านมาก็ทำให้พอร์ตโดยรวมโตขึ้นถึง 337 เท่าในเวลา 20 ปี และในช่วง 10 ปี นี้ พอร์ตก็ขาดทุนเพียงปีเดียวที่ 14.6% ในปีซับไพร์ม
- ผลงานโดยรวมตลอด 3 ทศวรรษของผมก็คือ ผลตอบแทนแบบทบต้นปีละ 22.5% มีผลตอบแทนติดลบ 5 ปี พอร์ตโตขึ้นจากเงินลงทุนปีแรกประมาณ 440 เท่า ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนแบบทบต้นเฉลี่ยปีละ2.2% ดัชนีตลาดโตขึ้น 91.3% ในเวลา 30 ปี
Summary
เริ่มจากทศวรรษแรก ซึ่งเริ่มในช่วงกลางปี 2540 ที่เป็นปีวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง” ผมต้องถูก “ให้ออกจากงาน” และต้องไปทำงานเป็น “ที่ปรึกษา” ในบริษัทสื่อสารขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ดังนั้น ผมจึงมีเวลาค่อนข้างมาก นั่งทำงานในห้องเงียบเหงาอยู่คนเดียว ผมเริ่มลงทุนด้วยเงินออมทั้งหมดที่มีโดยการซื้อหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่น่าจะ “เอาตัวรอดได้”
ถึงวันนี้ผมก็ลงทุน “เต็มตัว” ในตลาดหุ้นไทยมา 30 ปีแล้ว และได้เก็บสถิติการลงทุนส่วนตัวมาอย่างน้อยก็ 29 ปีครึ่งแล้ว ครบปีนี้ก็จะมีสถิติซึ่งรวมถึงผลงานการลงทุนมาครบ 3 ทศวรรษ และนี่ไม่ใช่สถิติที่มาเก็บย้อนหลัง แต่เป็นสถิติที่เก็บและเผยแพร่มาทุกปีผ่านหนังสือ “รวมเล่ม” บทความในคอลัมน์ “โลกในมุมมองของ Value Investor”
ภายในเวลาอันสั้นหลังจากแนวคิดเรื่องการลงทุนแบบ “VI” ถูกเผยแพร่ออกไป ผมก็ได้รับการติดต่อจากคนจำนวนมากที่เห็นด้วยกับแนวการลงทุนแบบนั้น เราคุยกันยาวนาน แลกเปลี่ยนความคิดกัน มีการจัดสัมมนาเผยแพร่ความคิดนั้นอย่างกว้างขวาง จนในที่สุดก็มีการจัดตั้ง “ชมรมนักลงทุนเน้นคุณค่า” และมีการจัดทำเว็บไซ้ต์ ซึ่งกำลังเป็น “เครื่องมือใหม่ของโลกยุคใหม่” ในขณะนั้น ที่จะเป็นศูนย์กลางของเหล่านักลงทุนที่ตอนนั้นต่างก็ประกาศตัวว่าเป็น “VI”