The Standard
‘สุรเดช’ ขอ กมธ.งบปี 70 ฟังข้อกังวลทุกฝ่าย ปรับ-ลด นึกถึงประชาชนในช่วงวิกฤติเป็นหลัก
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
วันนี้ (3 กรกฎาคม) สุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรลงมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ในวาระที่ 1 ว่า จากการติดตามการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ตลอด 3 วัน หากรัฐบาลเปิดใจรับฟัง โดยไม่ได้แบ่งแยกว่า มาจากฝ่ายค้านหรือรัฐบาล จะพบว่า มีข้อห่วงใย ข้อท้วงติง และข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์จำนวนมาก
Key facts
- สุรเดช กล่าวว่า อีกเรื่องที่สมาชิกอภิปรายกันมากคือ การตัดลดงบจังหวัด ซึ่งในงบประมาณปี 2570 มีการปรับลดลงจำนวนมาก โดยในปี 2569 ได้รับการจัดสรร 26,330 ล้านบาท แต่ในปี 2570 เหลือแค่ 4,284 ล้านบาท ซึ่งลดลงกว่า 22,046 ล้านบาท หรือกว่า 83%
- วันนี้ (3 กรกฎาคม) สุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรลงมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ
- จึงขอฝาก กมธ.ทั้ง 72 คน ที่ที่ประชุมสภาฯแต่งตั้งขึ้น ถอดหัวโขนความเป็นฝ่ายค้านและรัฐบาลออก แล้วทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนของประชาชนในการปรับหรือลดให้เกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง เพราะสถานการณ์ประเทศในขณะนี้ยังอยู่ในช่วงวิกฤติ
- สุรเดช กล่าวว่า ในการประชุมวาระที่ 1 มีเรื่องที่ กมธ.ควรจะต้องดูเป็นพิเศษคือ กรณีสมาชิกหลายคนอภิปรายแสดงความกังวลคือ งบประมาณของ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่ครั้งนี้ได้รับการจัดสรรมากที่สุด
Summary
วันนี้ (3 กรกฎาคม) สุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรลงมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ในวาระที่ 1 ว่า จากการติดตามการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ตลอด 3 วัน หากรัฐบาลเปิดใจรับฟัง โดยไม่ได้แบ่งแยกว่า มาจากฝ่ายค้านหรือรัฐบาล จะพบว่า มีข้อห่วงใย ข้อท้วงติง และข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์จำนวนมาก
สุรเดช กล่าวว่า ในการประชุมวาระที่ 1 มีเรื่องที่ กมธ.ควรจะต้องดูเป็นพิเศษคือ กรณีสมาชิกหลายคนอภิปรายแสดงความกังวลคือ งบประมาณของ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่ครั้งนี้ได้รับการจัดสรรมากที่สุด ซึ่งก่อนหน้านี้เพิ่งจะเกิดกรณีโครงการ TH-AI Passport ที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า มีการล็อกสเปก เขียนทีโออาร์เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทใดบริษัทหนึ่งเป็นพิเศษหรือไม่ และปัจจุบันรัฐบาลยังเดินหน้าอยู่ ทำให้เกิดความไม่สบายใจว่า โครงการอื่นๆ
สุรเดช กล่าวว่า อีกเรื่องที่สมาชิกอภิปรายกันมากคือ การตัดลดงบจังหวัด ซึ่งในงบประมาณปี 2570 มีการปรับลดลงจำนวนมาก โดยในปี 2569 ได้รับการจัดสรร 26,330 ล้านบาท แต่ในปี 2570 เหลือแค่ 4,284 ล้านบาท ซึ่งลดลงกว่า 22,046 ล้านบาท หรือกว่า 83% ซึ่งเป็นการตัดงบอย่างรุนแรง ตนมีคำถามว่า ทำไมงบต่างจังหวัดถึงได้ตัดเยอะขนาดนั้นหรือไม่ รัฐบาลกลัวอะไร ซึ่งการกระจายอำนาจต้องทั่วถึง เท่าเทียม และเป็นธรรม ที่ผ่านมาฝ่ายค้านอยู่พื้นที่ไหน งบจะไม่ค่อยลงไป แต่ในพื้นที่ของฝ่ายรัฐบาลจะลงไปจำนวนมาก
‘อยากให้ กมธ.ช่วยกันดูว่า จะเป็นการใช้เงินผิดประเภทหรือไม่ จะใช้แบบสุรุ่ยสุร่ายหรือไม่ ปากบอกให้ตรงจุด แต่ไม่ตรงจุด หนำซ้ำ ยังตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ หากลงทุนตรงนี้ไม่เกิดประโยชน์อะไร จะทำให้เกิดหนี้สาธารณะ เราไม่ได้มีเงินมีทองเหมือนหลายประเทศที่มีเงินเก็บ มีรายได้มาก รายจ่ายน้อย ของเรากลับกัน รายจ่ายมาก รายได้น้อย จะหวังแค่รายได้ส่งออก และท่องเที่ยวได้อย่างไร แต่ต้องมีรายได้จากการลงทุน เงินหมุนเวียนในประเทศที่จะมีมากขึ้น ดังนั้น อย่าใช้เงินสะเปะสะปะ