Siam Blockchain
Bitcoin เด้งเหนือ 60,000 ดอลลาร์ รับถ้อยแถลงประธาน FED ชี้ความเสี่ยงเงินเฟ้อลดลง
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
ราคา Bitcoin พุ่งกลับขึ้นไปยืนเหนือระดับ 60,000 ดอลลาร์สหรัฐอีกครั้งหลังจากที่ Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาได้ออกมาระบุว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อเริ่มคลี่คลายลงแล้วพร้อมกับย้ำจุดยืนในการกดเงินเฟ้อให้กลับสู่เป้าหมายที่สองเปอร์เซ็นต์
Key facts
- ราคา Bitcoin พุ่งกลับขึ้นไปยืนเหนือระดับ 60,000 ดอลลาร์สหรัฐอีกครั้งหลังจากที่ Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาได้ออกมาระบุว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อเริ่มคลี่คลายลงแล้วพร้อมกับย้ำจุดยืนในการกดเงินเฟ้อให้กลับสู่เป้าหมายที่สองเปอร์เซ็นต์
- ประธานเฟดปฏิเสธที่จะให้สัญญาณชี้นำล่วงหน้าเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยโดยระบุเพียงว่าคณะกรรมการจะรอดูข้อมูลเศรษฐกิจที่เข้ามาใหม่เพื่อนำไปอภิปรายและตัดสินใจในการประชุมที่จะเกิดขึ้นในอีกสี่สัปดาห์ข้างหน้า
- ในเวทีเสวนายังได้มีการหารือถึงบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ที่มีต่อเศรษฐกิจซึ่งกำลังกระตุ้นให้เกิดการลงทุนมหาศาลโดยคาดว่าในท้ายที่สุดเทคโนโลยีนี้จะช่วยขยายขีดความสามารถในการผลิตและอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อนโยบายการเงินในอนาคต
Summary
ในระหว่างการเสวนา Warsh ได้แสดงมุมมองที่ช่วยผ่อนคลายความกังวลให้กับตลาด โดยเขาระบุว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อได้ปรับตัวลดลงมาแล้ว อย่างไรก็ตามเขายังคงเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของเฟดในการรักษาเสถียรภาพด้านราคา โดยเตือนว่าหากใครก็ตามที่คาดหวังว่าธนาคารกลางจะยอมปล่อยให้เงินเฟ้ออยู่สูงกว่าระดับเป้าหมายที่สองเปอร์เซ็นต์คงจะต้องผิดหวัง เพราะเฟดจะทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคาในสหรัฐอเมริกาให้จงได้
ราคา Bitcoin ได้ปรับตัวพุ่งทะยานกลับขึ้นไปยืนเหนือระดับ 60,000 ดอลลาร์สหรัฐได้สำเร็จเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเปอร์เซ็นต์ในช่วงยี่สิบสี่ชั่วโมง การฟื้นตัวในครั้งนี้เกิดขึ้นทันทีหลังจากที่ Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา หรือเฟด ได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในเวทีเสวนาประจำปีของธนาคารกลางยุโรปที่เมืองซินตรา ประเทศโปรตุเกส
นอกจากประเด็นเรื่องดอกเบี้ยแล้ว Warsh ยังได้หยิบยกเรื่องกระแสความตื่นตัวของปัญญาประดิษฐ์ขึ้นมาพูดถึงในฐานะพลังขับเคลื่อนใหม่ที่จะมาพลิกโฉมเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา เขามองว่ากระแสเอไอกำลังกระตุ้นให้ภาคธุรกิจเร่งอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนอย่างมหาศาล ซึ่งต่างจากในอดีตที่บริษัทต่างๆ มักจะนำเงินไปซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารตัวเลขทางการเงิน แต่ในปัจจุบันบริษัทต่างๆ ยอมลงทุนเพราะเชื่อมั่นว่าเอไอจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตได้อย่างแท้จริง