Post Today
ไทยช่วยไทย พลัส เดือนแรกเงินสะพัด 4.32 หมื่นล. วงเงินรัฐไม่ได้ใช้กว่า 1.2 พันล.
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
สศค.สรุปผลงานเดือนแรกโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เงินหมุนเวียนกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท คนใช้สิทธิ 25.69 ล้านราย แต่ยังมีวงเงินรัฐเหลือไม่ได้ใช้กว่า 1.23 พันล้านบาท
Key facts
- ตลอดเดือนแรกของโครงการ มียอดใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท แบ่งเป็นการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 42,220 ล้านบาท และผ่านแพลตฟอร์ม Food Delivery ซึ่งเริ่มเปิดให้ใช้สิทธิเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน อีก 998.39 ล้านบาท
- ในจำนวนนี้ ภาครัฐร่วมสนับสนุน 24,811.55 ล้านบาท ส่วนประชาชนร่วมจ่าย 18,406.84 ล้านบาท สะท้อนว่าทุก 100 บาทของการใช้จ่าย มีเงินจากภาคประชาชนร่วมสมทบในสัดส่วนที่สูง ช่วยให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากกว่างบประมาณที่รัฐอุดหนุน
- ครบหนึ่งเดือนของโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)"
- สามารถสร้างแรงกระตุ้นการบริโภคในวงกว้าง ทั้งต่อผู้บริโภคและผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ แต่ตัวเลขวงเงินที่ยังเหลือกว่า 1.23 พันล้านบาท ก็เป็นอีกสัญญาณที่น่าจับตา
- เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้าน รัฐร่วมจ่ายเกือบ 2.5 หมื่นล้าน
- สศค.ระบุว่า มีผู้ได้รับสิทธิทั้งหมด 26,040,623 ราย และมีผู้ใช้สิทธิแล้ว 25,686,181 ราย แต่ผู้ที่ใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000 บาท มีเพียง 12,413,108 ราย หรือคิดเป็นไม่ถึงครึ่งหนึ่งของผู้ใช้สิทธิทั้งหมด
Summary
อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขการใช้สิทธิจะอยู่ในระดับสูง แต่ข้อมูลจาก สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ยังพบว่า วงเงินสนับสนุนจากภาครัฐกว่า 1,229.07 ล้านบาท ไม่ถูกนำมาใช้ สะท้อนว่าผู้ได้รับสิทธิจำนวนไม่น้อยยังใช้วงเงินไม่เต็มจำนวน หรือไม่ได้ใช้สิทธิเลย
ครบหนึ่งเดือนของโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)" มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของรัฐบาล เม็ดเงินกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ถูกอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านร้านค้าทั่วประเทศกว่า 1.03 ล้านร้าน ขณะที่ประชาชนกว่า 25.68 ล้านคน ออกมาใช้สิทธิ คิดเป็นเกือบ 99% ของผู้ได้รับสิทธิทั้งหมด
ภาพรวมเดือนแรกจึงสะท้อนว่า "ไทยช่วยไทย พลัส" สามารถสร้างแรงกระตุ้นการบริโภคในวงกว้าง ทั้งต่อผู้บริโภคและผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ แต่ตัวเลขวงเงินที่ยังเหลือกว่า 1.23 พันล้านบาท ก็เป็นอีกสัญญาณที่น่าจับตา เพราะสะท้อนว่ายังมีโอกาสเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สิทธิและผลักดันเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้มากกว่านี้ในระยะต่อไป