← Back to KHAO

คณะทำงานผู้รายงานพิเศษของยูเอ็นจี้รัฐบาลไทยประเด็นอะไรบ้าง กรณีสารพิษปนเปื้อนแม่น้ำกก-โขง-รวก-สาย

12 min read

Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.

◌ Single Source

คำบรรยายภาพ, จากการเก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนดินในแม่น้ำกก ลำน้ำสาขา แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ครั้งที่ 11ระหว่างวันที่ 18 – 23 พ.ค. 2026 กรมควบคุมมลพิษพบสารหนูเกินค่ามาตรฐานในบางจุด ส่วนตะกอนดินในทุกจุดตรวจของแม่น้ำโขงพบว่าค่าสารหนูอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรง

ผ่านมากว่า 2 เดือนแล้วที่ไทย จีน เมียนมา และบริษัทเหมืองของจีนต้องส่งคำชี้แจงต่อคณะทำงานผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กรณีข้อกังวลเรื่องผลกระทบจากการทำเหมืองแร่หายาก (rare earth) ในเมียนมาที่ส่งผลต่อลุ่มแม่น้ำกกและอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง แต่ยังไม่ปรากฏคำชี้แจงของแต่ละฝ่ายบนเว็บไซต์สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR)

Key facts

Summary

การส่งหนังสือไปยังรัฐบาลประเทศต่าง ๆ รวมถึงบริษัททำเหมืองสัญชาติจีน เริ่มต้นจากข้อมูลที่ทางเครือข่ายติดตามการลงทุนไทยและความรับผิดชอบข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ร่วมกับเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ส่งข้อร้องเรียนไปยังสหประชาชาติเมื่อกลางปี 2568 หลังพบว่าการทำงานของรัฐบาลไทยไม่คืบหน้าเท่าที่ควร โดยเฉพาะเรื่องการกดดันให้เจ้าของเหมืองในเมียนมาต้องรับผิดชอบต่อมลพิษที่บริษัทก่อขึ้นและส่งผลกระทบต่อประเทศปลายน้ำ

เมื่อวันที่ 21 เม.ย. ที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญอิสระของสหประชาชาติ 10 คณะ ภายใต้การทำงานร่วมกันระหว่างผู้รายงานพิเศษกับคณะทำงานของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนได้ส่ง หนังสือ ถึงรัฐบาลไทย รัฐบาลจีน และคณะผู้นำทหารเมียนมา รวมถึงเอกชนอีกสองแห่ง ได้แก่ บริษัท เซียะเหมิน ทังสเตน คอร์ปอเรชัน (Xiamen Tungsten Corporation) และบริษัทชีเฟิง โกลด์ (Chifeng Gold) หลังจากได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับ "การละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนที่ร้ายแรง และยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเพียงพอ

อย่างไรก็ดี น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวกับบีบีซีไทยว่าหน่วยงานของไทยน่าจะอยู่ระหว่างการรวบรวมคำชี้แจงต่าง ๆ ซึ่งมีหลายหน่วยงานที่ดูแลปัญหานี้ เช่น สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานอื่น ๆ แต่ย้ำว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ และประเทศไทยเป็นประเทศที่กระตือรือร้นต่อปัญหานี้มากที่สุดในเวทีนานาชาติ

Read full article at BBC Thai →