The Standard
‘เงินเดือนใช้หนี้ โอทีใช้กิน’ เสียงสะท้อนจากแรงงานยานยนต์ในวันที่ EV จีนรุกคืบ
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
เมื่อมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของภาครัฐ กำลังกลายเป็น ‘ยาเร่ง’ ที่บดขยี้โครงสร้างแรงงานดั้งเดิมกว่า 750,000 ชีวิตให้ ‘ตายทั้งเป็น’ น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอัดอั้นของ ทศพร คูณศรี ประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย สะท้อนให้เห็นว่าเบื้องหลังยอดจดทะเบียนรถ EV ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด คือคราบน้ำตาของแรงงานไทยในอุตสาหกรรมสันดาป
Key facts
- เมื่อมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของภาครัฐ กำลังกลายเป็น ‘ยาเร่ง’ ที่บดขยี้โครงสร้างแรงงานดั้งเดิมกว่า 750,000 ชีวิตให้ ‘ตายทั้งเป็น’ น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอัดอั้นของ ทศพร คูณศรี ประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย
- 4 ข้อเรียกร้องยื่นกระทรวงแรงงาน ยื้อลมหายใจคนยานยนต์
- มันมีคำคำนึงนะ ที่เราใช้กันอยู่ตลอดในหมู่พวกเรา ‘เงินเดือนใช้หนี้ โอทีใช้กิน’ รายได้ของคนยานยนต์ เดือนหนึ่งจะมาจากโอทีกับค่ากะ เงินก้อนจะมาจากโบนัส พอโอทีมันหายไป รายได้ที่เขาเคยมีอยู่มันจะหายไปครึ่งต่อครึ่ง จากที่เคยรับ 40,000 บาท
- ‘เงินเดือนใช้หนี้ โอทีใช้กิน’ สัญญาณชีพที่แผ่วลงของแรงงานสันดาป
- ซัพพลายเชน ‘ดองเค็ม’ และภาพจำใหม่ที่ระยอง: ‘โรงงาน EV จีน ที่ไม่มีคนไทย’
- ความหวังสุดท้ายบนสังเวียน ‘ไฮบริด’ และคำเตือนถึง ‘หมูอ้วน’
Summary
ความแตกต่างทางเทคโนโลยีระหว่างรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำลายห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) อย่างรุนแรง รถยนต์สันดาปหนึ่งคันต้องใช้ชิ้นส่วนในการประกอบมากถึงประมาณ 30,000 ชิ้น ในขณะที่รถ EV ใช้ชิ้นส่วนเพียง 3,000-5,000 ชิ้นเท่านั้น ชิ้นส่วนที่หายไปกว่า 80% หมายถึงความตายของโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในกลุ่ม Tier 2 และ Tier 3 เช่น ผู้ผลิตท่อไอเสีย หม้อน้ำ หรือระบบเบรก
สิ่งที่สอดคล้องกับภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปในประเทศ คือ ตัวเลขประมาณการยอดผลิตรถยนต์ของไทยดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่เคยแตะระดับเกือบ 2 ล้านคันต่อปี ปัจจุบันถูกหั่นคาดการณ์ลงเหลือเพียง 1.4 ล้านคัน และมีแนวโน้มจะถูกปรับลดลงอีกในไตรมาสที่ 3 หลังจากค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง โตโยต้า และ อีซูซุ ปรับลดเป้าหมายลงตามสภาวะตลาดชะลอตัว
แม้ในเวลานี้ ผู้ประกอบการฝั่งญี่ปุ่นจะพยายามแบกรับภาระต้นทุนเพื่อรักษาพนักงานไว้ แต่ทศพรเตือนว่าหากสถานการณ์ยังลากยาวไปมากกว่านี้ กลุ่มพนักงานซับคอนแทรค (Subcontract) จะเป็นกลุ่มแรกที่ต้องเผชิญกับการเลิกจ้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้