Matichon
กสม.ชี้ย้ายผู้ต้องขังทางการเมือง ระหว่างพิจารณาคดี ไปอยู่บางขวาง ละเมิดสิทธิชัด แนะยึด ICCPR เร่งย้ายกลับ
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ระบุว่า เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2568 เพจเฟซบุ๊กของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เผยแพร่ กรณีเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครย้ายผู้ต้องขังทางการเมืองไปยังเรือนจำกลางบางขวาง โดยเรียกผู้ต้องขัง 3 คน ไปพูดคุยเจรจา กลุ่มผู้ต้องขังปฏิเสธและนั่งคล้องแขนกัน เจ้าหน้าที่จึงล็อกคอ แขน และขา แล้วอุ้มตัวออกไป
Key facts
- เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ระบุว่า เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2568
- ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม.ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังกรมราชทัณฑ์ ผู้ถูกร้อง ให้เร่งย้ายผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีที่มีกำหนดโทษไม่เกิน 15 ปี
- ข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบปรากฏว่า กรมราชทัณฑ์ ผู้ถูกร้อง มีนโยบายให้ย้ายผู้ต้องขังเพื่อแยกผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีออกจากนักโทษเด็ดขาด โดยดำเนินการทั่วประเทศ และเริ่มดำเนินการที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครเป็นแห่งแรก
- กสม.พิจารณาแล้วเห็นว่า การตีความของกรมราชทัณฑ์ตามแนวนโยบายใหม่ที่ให้ถือว่าผู้ต้องขังระหว่างการอุทธรณ์หรือฎีกาไม่ถือเป็น “ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี”
Summary
เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ระบุว่า เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2568 เพจเฟซบุ๊กของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เผยแพร่ กรณีเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครย้ายผู้ต้องขังทางการเมืองไปยังเรือนจำกลางบางขวาง โดยเรียกผู้ต้องขัง 3 คน ไปพูดคุยเจรจา กลุ่มผู้ต้องขังปฏิเสธและนั่งคล้องแขนกัน เจ้าหน้าที่จึงล็อกคอ แขน และขา แล้วอุ้มตัวออกไป
กสม.พิจารณาแล้วเห็นว่า การตีความของกรมราชทัณฑ์ตามแนวนโยบายใหม่ที่ให้ถือว่าผู้ต้องขังระหว่างการอุทธรณ์หรือฎีกาไม่ถือเป็น “ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี”
กสม.ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งองค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง หรือข้อกำหนดแมนเดลลา วางหลักการสอดคล้องกันว่าผู้ต้องขังที่คดียังไม่ถึงที่สุดย่อมได้รับความคุ้มครองตามหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และต้องได้รับการปฏิบัติแตกต่างจากผู้ต้องขังเด็ดขาด ดังนั้น
ส่วนเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครให้ใช้คุมขังผู้ต้องขังคดีทั่วไปที่มีอัตราโทษไม่เกิน 15 ปี ทั้งที่อยู่ระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวน ระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น และระหว่างอุทธรณ์-ฎีกา ส่วนผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างอุทธรณ์-ฎีกา แต่มีอัตราโทษเกิน 15 ปี ซึ่งเกินอำนาจการควบคุมของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร จะขออำนาจศาลย้ายผู้ต้องขังกลุ่มนี้ไปเรือนจำกลางคลองเปรมที่อยู่ใกล้เคียงเป็นลำดับแรก หากเกินความจุของเรือนจำกลางคลองเปรมแล้วจึงจะพิจารณาย้ายไปเรือนจำแห่งอื่นแทน