Prachachat
เปิดโจทย์ “ไทยช่วยไทยพลัส” ทำอย่างไรให้เงินภาษีหมุนกลับสู่ระบบ นักวิชาการเตือนระวังแรงจูงใจผิด กระทบฐานภาษีระยะยาว
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 3 outlets. See llms.txt for citation guidance.
3 แหล่งข่าวยืนยัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” จะสามารถกระตุ้นการใช้จ่ายและบรรเทาค่าครองชีพให้ประชาชนได้ แต่เริ่มมีเสียงสะท้อนจากนักเศรษฐศาสตร์และภาคธุรกิจถึงการออกแบบนโยบายในระยะยาว โดยมองว่ามาตรการดังกล่าวควรสร้างประโยชน์มากกว่าการเพิ่มยอดใช้จ่าย และควรเป็นโอกาสในการขยายฐานภาษี ยกระดับผู้ประกอบการ และเสริมความเข้มแข็งให้ระบบเศรษฐกิจไทยไปพร้อมกัน
Key facts
- ข้อมูล ณ วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ระบุว่า โครงการมียอดใช้จ่ายสะสมแล้ว 37,872 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินสนับสนุนจากภาครัฐ 21,837 ล้านบาท และเงินใช้จ่ายของประชาชน 16,034 ล้านบาท ขณะที่ยังมีวงเงินคงเหลืออีกเกือบ 100,000 ล้านบาท
- ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SME กว่า 3.3 ล้านราย แต่มีผู้ประกอบการที่จดทะเบียนนิติบุคคลเพียงประมาณ 9.5 แสนราย หรือคิดเป็นราว 28% ของทั้งหมด สะท้อนว่ายังมีผู้ประกอบการอีกกว่า
- ● “คนเสียภาษีจ่าย แต่คนไม่อยู่ในระบบได้ประโยชน์”
- ● โมเดิร์นเทรด ร้านอาหาร และ SME ในระบบ ควรได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียม
Summary
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่ามาตรการร่วมจ่ายสามารถกระตุ้นกำลังซื้อได้จริง อย่างไรก็ตาม นักวิชาการ และผู้ประกอบการในระบบภาษีจำนวนหนึ่งเริ่มตั้งคำถามว่า เม็ดเงินภาษีของประชาชนที่นำมาใช้ในโครงการครั้งนี้ถูกออกแบบให้สร้างประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจและระบบภาษีของประเทศอย่างเพียงพอแล้วหรือไม่
ข้อมูล ณ วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ระบุว่า โครงการมียอดใช้จ่ายสะสมแล้ว 37,872 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินสนับสนุนจากภาครัฐ 21,837 ล้านบาท และเงินใช้จ่ายของประชาชน 16,034 ล้านบาท ขณะที่ยังมีวงเงินคงเหลืออีกเกือบ 100,000 ล้านบาท จากกรอบงบประมาณที่ได้รับอนุมัติไม่เกิน 120,000 ล้านบาท
ภายใต้บริบทดังกล่าว จึงเกิดคำถามว่า หากเงินภาษีจากคนในระบบถูกนำไปกระตุ้นการใช้จ่าย แต่ปลายทางจำนวนหนึ่งกลับไหลไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษีอย่างเต็มรูปแบบ ประเทศจะได้รับประโยชน์ด้านการขยายฐานภาษีและการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ในอนาคตมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาความสามารถในการจัดเก็บภาษีของประเทศไทย ซึ่ง องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD เคยประเมินว่า ไทยมีความสามารถจัดเก็บภาษีเพียง 17% ของ GDP และดำเนินนโยบายขาดดุลอย่างต่อเนื่อง