Prachachat
คุยกับเศรษฐา : เศรษฐกิจหม่อนไหม ถักทออนาคตด้วยนวัตกรรม
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
ชื่อของนิทรรศการ “ราชพัสตราสู่สากล” ในภาษาอังกฤษที่ใช้วลีว่า From Tradition to Modernity วลีนี้ทำให้เรามองผ้าไทยต่างออกไปจากเดิมว่า นี่ไม่ใช่แค่มรดกที่มีไว้เพียงเพื่ออนุรักษ์ แต่มีชีวิต มีปฏิสัมพันธ์กับโลก พัฒนา เติบโต ต่อยอด เปลี่ยนแปลงไปกับยุคสมัย ไลฟ์สไตล์ และที่สำคัญคือมีนวัตกรรมใหม่ ๆ อยู่เสมอ
Key facts
- ตั้งโดยพระราชดำริเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2551
- มรดกอันสำคัญยิ่งที่สมเด็จพระพันปีหลวง ได้ทิ้งไว้ให้พวกเราคือกรมหม่อนไหม ซึ่งในปี 2547 ครม.มีมติตั้งสถาบันหม่อนไหมแห่งชาติ และในปี 2551 ท่านได้พระราชทานชื่อหน่วยงานให้ใหม่ว่า “กรมหม่อนไหม”
- บทความนี้ทำให้เรารู้ว่าการเลี้ยงหม่อนไหมและการทอผ้าไหมของประเทศไทย สัมพันธ์กับเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาตั้งแต่แรกเริ่ม ในสมัยรัชกาลที่ 5 ปี พ.ศ. 2443 ประเทศที่ส่งออกผ้าไหมมากเป็นอันดับหนึ่งของโลกคือญี่ปุ่น
- ต่อมาปี 2446 อาจารย์โทยามาได้ทำหลักสูตรอันประกอบไปด้วย วิชาว่าด้วยต้นหม่อน ฟองไหม การเลี้ยงตัวไหม รังไหมและการเก็บรักษา ไปจนถึงการชักใยไหม ตอนนั้นมีการนำอาจารย์ชาวญี่ปุ่นมาสองคนและล่ามอีก 1 คน
- เมื่อทำโครงการนำร่องในกรุงเทพฯ แล้ว จึงขยายพื้นที่ปลูกหม่อนไปที่ปักธงชัย โคราช ทำสวนหม่อน 170 ไร่ มีสำนักงาน สถานที่เพาะเลี้ยงไหม คลังเก็บรังไหม เปิดอบรม และมีหอพักสำหรับผู้เข้ารับการอบรม ต่อมาขยายไปที่บุรีรัมย์อีก 100 ไร่ จนถึงปี 2452
- งานเกี่ยวกับหม่อนไหมหยุดชะงักไปจนปี 2475 หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ อธิบดีกรมเกษตรและการประมง ได้ตั้งโรงสาวไหมขึ้นมาอีกครั้งที่โคราช ปี 2501 ตั้งสถานีส่งเสริมการเลี้ยงไหมที่อุบลราชธานีและร้อยเอ็ด จนปี 2512
Summary
มรดกอันสำคัญยิ่งที่สมเด็จพระพันปีหลวง ได้ทิ้งไว้ให้พวกเราคือกรมหม่อนไหม ซึ่งในปี 2547 ครม.มีมติตั้งสถาบันหม่อนไหมแห่งชาติ และในปี 2551 ท่านได้พระราชทานชื่อหน่วยงานให้ใหม่ว่า “กรมหม่อนไหม” ตั้งโดยพระราชดำริเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2551
บทความนี้ทำให้เรารู้ว่าการเลี้ยงหม่อนไหมและการทอผ้าไหมของประเทศไทย สัมพันธ์กับเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาตั้งแต่แรกเริ่ม ในสมัยรัชกาลที่ 5 ปี พ.ศ. 2443 ประเทศที่ส่งออกผ้าไหมมากเป็นอันดับหนึ่งของโลกคือญี่ปุ่น ประเทศสยามของเราจึงต้องการพัฒนาผ้าไหมพื้นเมืองให้มีคุณภาพในระดับที่ส่งออกได้บ้าง ปี 2444 จึงได้ว่าจ้าง ดร.โทยามา คาเมทาโร (Toyama Kametaro) จากมหาวิทยาลัยโตเกียว มาสำรวจการทอผ้าไหมของคนไทย ซึ่งหลังจากลงพื้นที่เก็บข้อมูลแล้ว
“จะทำการครั้งนี้ อย่าให้เป็นที่ขายหน้ายี่ปุ่นได้ ข้อที่สำคัญนั้นอยู่ที่ตัวผู้ที่จะดูการให้เปนคนทำงานจริง ถ้าเปนแต่เคร่า ๆ อย่างทำราชการ คงจะไม่เปนประโยชน์อันใดได้ ให้หาคนที่ดี ถึงจะเสียเงินเดือนมากน้อยก็ตามเถิด ยังต่อไปจะต้องให้เข้าใจวิธีเก็บใบหม่อนแลรักษาต้นหม่อน น่าจะต้องถึงให้ไปเรียนดูวิธีที่ยี่ปุ่นเขาทำให้เข้าใจชัดเจนด้วย ตัวเจ้าจะต้องไปมาตรวจตราเนือง ๆ ในเวลาแรกปลูกซึ่งยังทิ้งไม่ได้ ถ้าเปนต้นใหญ่เสียแล้ว การตรวจตราก็คงเบาแรง จะทำการครั้งนี้อย่าให้เปนที่ขายหน้ายี่ปุ่นได้