Thairath
เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 : “ชัชชาติ” มองปมถูกวิจารณ์ เรื่องธรรมดาของคนทำงานมา 4 ปี
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 4 outlets. See llms.txt for citation guidance.
KHAO Verified
“ชัชชาติ” ยัน ไม่เสียกำลังใจถูกวิจารณ์ช่วงโค้งสุดท้ายเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 มองเป็นเรื่องธรรมดาของคนทำงานมา 4 ปี หากไม่ได้ไปต่อยินดีให้ผู้ว่าฯ คนใหม่ นำนโยบายที่เป็นประโยชน์ไปใช้
Key facts
- วันที่ 25 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายนนี้ โดยประเมินภาพรวมการหาเสียงของทีม ว่า การหาเสียงครั้งนี้ทีมงานยึดหลักสำคัญ 3
- ยัน ไม่เสียกำลังใจถูกวิจารณ์ช่วงโค้งสุดท้ายเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 มองเป็นเรื่องธรรมดาของคนทำงานมา 4 ปี หากไม่ได้ไปต่อยินดีให้ผู้ว่าฯ คนใหม่ นำนโยบายที่เป็นประโยชน์ไปใช้
- เมื่อถูกถามว่าให้คะแนนตัวเองและทีมเท่าไร นายชัชชาติ ระบุว่า ขอให้คะแนนทีมงาน 8 เต็ม 10 เพราะมองว่าทำได้ดี และยังสนุกกันจนถึงนาทีสุดท้าย ส่วนอีก 2 คะแนนที่เหลือคือพื้นที่สำหรับการปรับปรุงในอนาคต ส่วนประเด็นงานที่ยังต้องทำต่อ นายชัชชาติ
- ในตอนท้าย นายชัชชาติ กล่าวด้วยว่า พร้อมรับนโยบายที่ดีของผู้สมัครคนอื่นมาพิจารณาต่อยอดหากได้รับเลือกกลับมา โดยยกตัวอย่างนโยบายศูนย์เด็กของ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน), แนวคิดขยะเป็นทรัพย์สินของ ม.ล.กรกสิวัฒน์
Summary
วันที่ 25 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายนนี้ โดยประเมินภาพรวมการหาเสียงของทีม ว่า การหาเสียงครั้งนี้ทีมงานยึดหลักสำคัญ 3 เรื่อง คือ “คิดใหม่”, “ต้องสนุก” และ “ต้องสเกล” พร้อมอธิบายว่า การ “คิดใหม่”
เมื่อถูกถามว่าให้คะแนนตัวเองและทีมเท่าไร นายชัชชาติ ระบุว่า ขอให้คะแนนทีมงาน 8 เต็ม 10 เพราะมองว่าทำได้ดี และยังสนุกกันจนถึงนาทีสุดท้าย ส่วนอีก 2 คะแนนที่เหลือคือพื้นที่สำหรับการปรับปรุงในอนาคต ส่วนประเด็นงานที่ยังต้องทำต่อ นายชัชชาติ กล่าวว่า ไม่อยากใช้คำว่าล้มเหลว แต่เป็นเรื่องที่ยังทำไม่เสร็จ โดยเฉพาะการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งต้องเดินหน้าต่อไป พร้อมระบุว่า ดีใจที่การเลือกตั้งครั้งนี้ทำให้ประเด็นคอร์รัปชันถูกพูดถึงมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา กทม. ทำเรื่องนี้มาในทิศทางที่ดี
หลักที่สองคือ “ต้องสนุก” เพราะเมื่อทีมงานทำงานอย่างสนุก จะเปิดรับไอเดียใหม่ๆ ได้มากกว่าบรรยากาศที่เคร่งเครียด ทะเลาะ หรือโจมตีกัน ซึ่งทำให้คนไม่อยากฟังสิ่งใหม่ ส่วนหลักที่สามคือ “ต้องสเกล” หมายถึงการทำให้น้อยแต่ได้ผลมาก โดยใช้พลังของเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดีย เช่น ป้ายหรือคลิปเพียงชิ้นเดียว หากมีความสร้างสรรค์ ก็สามารถถูกขยายผลต่อจนมีคนดูหลักล้านวิวได้ โดยใช้งบประมาณไม่มาก