Krungthep Turakij
‘สิงเทล’ จบขายบิ๊กล็อต ‘กัลฟ์’ ไม่กระทบบริหาร-คงเป้าเดิม
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
วานนี้ (23 มิ.ย.2569) มีรายงานหลังปิดทำการซื้อขายหลักทรัพย์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบว่ามีการทำรายการซื้อขายหลักทรัพย์บนกระดานใหญ่ (BIG LOT) พบบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF มีมูลค่าสูงสุด 25,686.12 ล้านบาท ราคาเฉลี่ยหุ้นละ
Key facts
- สอดคล้องกับรายงานข่าวบลูมเบิร์ก ระบุว่า บริษัท สิงเทล โกลบอล อินเวสต์เมนต์ กำลังดำเนินการเสนอขายหุ้น GULF มูลค่าสูงสุดถึง 2.496 หมื่นล้านบาท (979.6 ล้านดอลลาร์) ผ่านการทำบิ๊กล็อต ซึ่งตามเงื่อนไขข้อตกลง สิงเทลจะเสนอขายหุ้น GULF จำนวน 416
- บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี กล่าวว่า ประเมินระยะสั้นราคาหุ้น GULF อาจเผชิญแรงกดดันเชิงเทคนิคจากการทำรายการ Big Lot ขนาดใหญ่ รวมถึงการกำหนดราคาขายในระดับ Discount เทียบกับราคาตลาดโดยมองแนวรับสำคัญของหุ้นอยู่ช่วง 58.75-60 บาทต่อหุ้น
- บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด มองดีลดังกล่าวเป็นเพียง sentiment เชิงลบระยะสั้น โดยคาดว่าหลังการควบรวมระหว่าง GULF และ INTUCH แล้ว บทบาทของ Singtel อาจลดลง ขณะเดียวกันนโยบายการบริหารพอร์ตสินทรัพย์ของ Singtel28
- ธุรกิจหลัก (non-core assets) เพื่อนำเงินไปลงทุนในธุรกิจหลักของบริษัท ทั้งนี้ การขาย Big Lot ดังกล่าวเกิดขึ้นที่ราคาซึ่งมีส่วนลดจากราคาปิดเพียงประมาณ 2-4%สะท้อนถึงแรงซื่อ (demand) ที่ค่อนข้างแข็งแกร่งในตลาด
Summary
สอดคล้องกับรายงานข่าวบลูมเบิร์ก ระบุว่า บริษัท สิงเทล โกลบอล อินเวสต์เมนต์ กำลังดำเนินการเสนอขายหุ้น GULF มูลค่าสูงสุดถึง 2.496 หมื่นล้านบาท (979.6 ล้านดอลลาร์) ผ่านการทำบิ๊กล็อต ซึ่งตามเงื่อนไขข้อตกลง สิงเทลจะเสนอขายหุ้น GULF จำนวน 416 ล้านหุ้น ในช่วงราคา 58.80-60 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาที่สะท้อนส่วนลดประมาณ 2-4% จากราคาปิดตลาดเมื่อ 22 มิ.ย. ซึ่งอยู่ที่ 61.25 บาท
โดยการขายหุ้นส่วนใหญ่ใน GULF ของสิงเทลครั้งนี้ จะช่วยปลดล็อกเงินทุนได้มากถึง 980 ล้านดอลลาร์ เพื่อนำไปใช้ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล จ่ายผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น และเป็นค่าใช้จ่ายจำนวน 740 ล้านดอลลาร์สำหรับ บริษัท เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (STT GDC) ขณะที่ สิงเทลจะยังคงถือหุ้นเหลืออยู่เกือบ 5% เพื่อรอการถอนตัวออกในภายหลัง
นอกจากนี้ การปรับเปลี่ยนดังกล่าว น่าจะส่งผลดีต่อการจัดอันดับน้ำหนักการลงทุนในดัชนี MSCI ซึ่งจะดึงดูดเม็ดเงินจาก นักลงทุนสถาบันต่างชาติ โดยเฉพาะ กลุ่มนักลงทุน Passive Investors จำเป็นต้องเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มตามน้ำหนักดัชนีที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นทิศทางที่จะสร้างกำไรให้กับผู้ถือหุ้นในอนาคต ให้เข้ามาลงทุนเพิ่มมากขึ้นในอนาคต