Krungthep Turakij
'ไทยช่วยไทยพลัส' มาถูกทางหนุนค้าปลีก SME แนะรัฐเลิกอุ้มเศรษฐกิจนอกระบบอย่างเดียว
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 4 outlets. See llms.txt for citation guidance.
KHAO Verified
'ไทยช่วยไทยพลัส' ได้รับการตอบรับที่ดี สศค.รายงานมีผู้ใช้สิทธิ์ 25 ล้านราย เงินหมุนเวียน 3.8 หมื่นล้านบาท SME เสนอรัฐผู้ประกอบการในระบบควรได้รับช่วยเหลือด้วย ชี้รัฐเลิกอุ้มเศรษฐกิจนอกระบบอย่างเดียว
Key facts
- โครงการไทยช่วยพลัสที่มีเป้าหมายลดค่าครองชีพให้ประชาชน โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) รายงานข้อมูล ณ วันที่ 22 มิ.ย.2569 มีผู้รับสิทธิ์ 26.04 ล้านคน และใช้สิทธิ์จริงแล้ว 25.51 ล้านคน เกิดมูลค่าใช้จ่ายสะสม 38,243 ล้านบาท
- สถานการณ์ดังกล่าวรัฐบาลใช้ยืนยันความสำเร็จของโครงการ แต่ภาคธุรกิจค้าปลีกและ SME ได้มีคำถามถึงข้อมูลร้านค้า 1.06 ล้านร้าน มีกี่ร้านอยู่ในระบบภาษีจริง และเม็ดเงินที่หมุนไปแล้วเกือบ 4 หมื่นล้านบาท สร้างรายได้ภาษีคืนให้รัฐเท่าไหร่
- ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมวสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ชี้ชัดว่าประเทศไทยมี MSME หรือ วิสาหกิจขนาดจิ๋ว ขนาดย่อม และขนาดกลาง ถึง 3.23 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของกิจการทั้งหมดในประเทศ จ้างงานรวมกว่า 12.93 ล้านคน หรือ 70.4%
- SME ในระบบ-กลุ่มทำถูกทุกอย่างกำลังจะแบกไม่ไหว
- วัดความสำเร็จด้วยยอดใช้จ่ายอย่างเดียว “ผิดโจทย์”
- นั่นคือเลือกอยู่ฝั่งเศรษฐกิจในระบบที่จ้างงาน 12.93 ล้านคน เสียภาษีถูกต้อง และเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ ไม่ใช่ฝั่งที่ปล่อยให้เศรษฐกิจนอกระบบขยายตัวด้วยเงินภาษีของคนทั้งประเทศ เพราะหากรัฐบาลยังไม่ลงมือปรับเกณฑ์ในเวลานี้
Summary
สถานการณ์ดังกล่าวรัฐบาลใช้ยืนยันความสำเร็จของโครงการ แต่ภาคธุรกิจค้าปลีกและ SME ได้มีคำถามถึงข้อมูลร้านค้า 1.06 ล้านร้าน มีกี่ร้านอยู่ในระบบภาษีจริง และเม็ดเงินที่หมุนไปแล้วเกือบ 4 หมื่นล้านบาท สร้างรายได้ภาษีคืนให้รัฐเท่าไหร่
โครงการไทยช่วยพลัสที่มีเป้าหมายลดค่าครองชีพให้ประชาชน โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) รายงานข้อมูล ณ วันที่ 22 มิ.ย.2569 มีผู้รับสิทธิ์ 26.04 ล้านคน และใช้สิทธิ์จริงแล้ว 25.51 ล้านคน เกิดมูลค่าใช้จ่ายสะสม 38,243 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินรัฐร่วมจ่าย 22,047 ล้านบาท และประชาชนสมทบ 16,196 ล้านบาท มีร้านค้าเข้าร่วม 1.06 ล้านร้านทั่วประเทศ
ทั้งนี้ หากภาครัฐยังออกแบบมาตรการแบบเดิม “เม็ดเงินของภาครัฐจะไม่สามารถสร้างผลคูณทางเศรษฐกิจได้สูงสุด” เพราะกระจุกอยู่นอกห่วงโซ่ที่จ้างงานจริง ลงทุนจริง และเสียภาษีจริงให้ประเทศ