Nation TV
OPINION : 6 คนใน 10 ปี! อังกฤษกำลังจะมี “นายกฯ คนใหม่” (อีกแล้ว) ?
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
อังกฤษเป็นต้นแบบประชาธิปไตยให้กับหลายประเทศ แต่อังกฤษก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่เปลี่ยนนายกรัฐมนตรีราวกับเป็นเก้าอี้ดนตรี โดยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาอังกฤษมีนายกรัฐมนตรีถึง 6 คน
Key facts
- ไล่มาตั้งแต่ เดวิด คาเมรอน ( 2553-2559 ) เทเรซา เมย์ ( 2559-2562 ) บอริส จอห์นสัน ( 2562-2565 ) ลิซ ทรัสส์ (อยู่ในตำแหน่งไม่ถึง 50 วัน) ริชี ซูนัค ( 2565-2567 ) และเคียร์ สตาร์เมอร์ (2567-ปัจจุบัน)
- ผู้สมัครที่ชอบ หากยังไม่มีคนใดที่ได้ลำดับ 1 เกินกึ่งหนึ่ง ผู้ที่ได้คะแนนน้อยที่สุดจะถูกคัดออก และนำมาจัดสรรใหม่ตามอันดับถัดไปที่เรียงลำดับ จนกระทั่งมีผู้ชนะด้วยเสียงเกิน 50%
- เส้นทางต่อจากนี้คือการแข่งขันกันภายในพรรคแรงงาน เริ่มจากผู้ท้าชิงต้องได้เสียงสนับสนุน 20% ของ สส.ในสภา ปัจจุบันพรรคมี สส. 403 คน เท่ากับผู้สมัครแต่ละคนต้องได้เสียงสนับสนุนจาก สส. 81 เสียงขึ้นไป ยกเว้นนายกฯ ที่มีสิทธิ์ท้าชิงโดยอัตโนมัติ
- ปัจจุบันพรรคที่เป็นรัฐบาลคือพรรคแรงงาน ซึ่งสตาร์เมอร์ในตำแหน่งหัวหน้าพรรคเคยนั่งเป็นผู้นำฝ่ายค้านมาตั้งแต่ปี 2563 ก่อนจะได้นั่งเป็นนายกฯ ในอีก 4 ปีต่อมา ด้วยการคว้าชัยชนะแบบถล่มทลายในการเลือกตั้งเมื่อปี 2567
- นายกเทศมนตรีเกรทเทอร์แมนเชสเตอร์ วัย 56 ปี ที่เพิ่งชนะเลือกตั้งซ่อมเข้ามาเป็น สส.เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 77,000 คนในเมืองเมเกอร์ฟิลด์ทางตอนเหนือของอังกฤษ
Summary
แต่ในเร็วๆ นี้ ชาวโลกอาจต้องทำความรู้จักกับว่าที่นายกฯ อังกฤษคนที่ 7 หลังมีความเป็นไปได้มากขึ้นเรื่อยๆ ที่สตาร์เมอร์จะต้องลงจากตำแหน่งในอีกไม่นาน ถึงแม้หน้าฉากจะยังยืนยันสู้ต่อก็ตาม เพราะนอกจากการเลือกตั้งหรือพลิกขั้วรัฐบาลแล้ว ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษยังสามารถเปลี่ยนได้จากภายในพรรครัฐบาลพรรคเดิมด้วย
จากคะแนนนิยมที่เคยสูงลิ่ว มาวันนี้ในอีกไม่ถึง 2 ปีต่อมา สตาร์เมอร์กำลังเจอกับวิกฤตที่กำลังสั่นคลอนขาเก้าอี้ของเขาเอง ตั้งแต่กรณีเมื่อปลายปีที่แล้วที่มีการแฉเอกสารและรูปถ่ายที่เชื่อมโยง ปีเตอร์ แมนเดลสัน เอกอัครราชทูตประจำสหรัฐฯ ที่สตาร์เมอร์แต่งตั้ง กับเจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้จัดหาเด็กสาวที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะมาบำเรอกามคนใหญ่คนโตที่เสียชีวิตไปแล้ว และวิกฤตนี้ก็ถูกตอกย้ำหนักขึ้นจากผลการเลือกตั้งท้องถิ่นในอังกฤษ เวลส์ และสกอตแลนด์เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาซึ่งผู้สมัครจากพรรคแรงงานแพ้ย่อยยับ
จริงอยู่ที่สตาร์เมอร์เข้ามาพร้อมกับปัญหาที่รุมเร้าประเทศ ทั้งหนี้สาธารณะ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ และบริการสาธารณะที่ย่ำแย่ บวกกับคำสัญญาที่ให้ไว้ก่อนการเลือกตั้งว่าจะไม่ขึ้นภาษี ซึ่งทำให้เหลือพื้นที่บริหารจัดการทางการคลังน้อยมาก ปัญหาที่ฝังรากลึกเหล่านี้คงแก้ไขไม่ได้ภายในปีกว่าๆ แต่ในเมื่อผลเลือกตั้งออกมาเช่นนี้ หากจะโทษว่าเป็นความผิดของใคร ผู้ที่ต้องรับผิดชอบไปเต็มๆ ก็หนีไม่พ้นนายกฯ และหัวหน้าพรรค