Matichon
อนุกมธ.ดิจิทัล กังวล TH-AI Passport ทำข้อมูลคนไทยรั่วไหล โต้ภราดร ไม่ได้ขวาง แต่ติดใจความโปร่งใส
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 22 มิถุนายน ที่รัฐสภา นางการดี เลียวไพโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันดิจิทัลไทย ในคณะ กมธ.การสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะ แถลงว่า จากกรณีอนุ กมธ.ได้ขอเอกสารเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport ทั้งสัญญาจ้างที่เกิดขึ้น วันนี้ได้เพียงแค่ใบปะหน้าหรือหน้าปกเท่านั้น รวมถึงเอกสารแผนการดำเนินงานทั้งหมด หรืองานงวดที่ 1
Key facts
- พวกเราได้ให้ข้อเสนอแนะเพื่อเป็นประโยชน์สูงที่สุดบนพื้นฐานสำคัญ คือ 1.โครงการนี้จะต้องโปร่งใส 2.ต้องใช้เงินภาษีทุกบาททุกสตางค์ให้คุ้มค่าที่สุด และ3.ประโยชน์ต้องเกิดกับประชาชนและประเทศไทยในระยะยาว
- นางการดีกล่าวว่า วันนี้ได้มีการประชุมอนุ กมธ. โดยเชิญ 16 สมาคมและสภาดิจิทัลมาร่วมหารือ ซึ่งสิ่งที่พูดคุยกันโดยสาระสำคัญยืนยันว่าในฐานะที่อยู่ในวงการเทคโนโลยี และมีผู้เชี่ยวชาญ ไม่ได้มีการขัดขวางการใช้ AI เราเห็นด้วยที่จะยกระดับทักษะการใช้
- นางการดีกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอ 4 กรอบ คือ1.ถามหาถึงมาสเตอร์แพลน หรือภาพใหญ่ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจปัญญาประดิษฐ์ว่าจะเป็นทิศทางไปอย่างไร และมีความเกี่ยวข้องว่าโครงการนี้เหมาะสมหรือไม่
- นางการดีกล่าวด้วยว่า 3.การปล่อยไหลไปของข้อมูล ซึ่งเป็นสิ่งน่ากังวลมากที่สุด เพราะข้อมูลถือเป็นทรัพยากรยุคใหม่ในโลกดิจิทัล เรามีความกังวลตั้งแต่ข้อมูลส่วนบุคคลว่าจะอยู่ที่ไหน จัดเก็บอย่างไร
Summary
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 22 มิถุนายน ที่รัฐสภา นางการดี เลียวไพโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันดิจิทัลไทย ในคณะ กมธ.การสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะ แถลงว่า จากกรณีอนุ กมธ.ได้ขอเอกสารเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport ทั้งสัญญาจ้างที่เกิดขึ้น วันนี้ได้เพียงแค่ใบปะหน้าหรือหน้าปกเท่านั้น รวมถึงเอกสารแผนการดำเนินงานทั้งหมด หรืองานงวดที่ 1
นางการดีกล่าวว่า วันนี้ได้มีการประชุมอนุ กมธ. โดยเชิญ 16 สมาคมและสภาดิจิทัลมาร่วมหารือ ซึ่งสิ่งที่พูดคุยกันโดยสาระสำคัญยืนยันว่าในฐานะที่อยู่ในวงการเทคโนโลยี และมีผู้เชี่ยวชาญ ไม่ได้มีการขัดขวางการใช้ AI เราเห็นด้วยที่จะยกระดับทักษะการใช้ AI ในประเทศไทย และเห็นว่าไทยควรมีการยกระดับเรื่องอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์เพื่อเป็นต้นทางไปสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ แต่สิ่งที่ไม่สบายใจและกังวลคือกระบวนการ หรือความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง และกระบวนการเกิดขึ้นข้างในที่กำลังตามหาในเรื่องสัญญา และในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ
นางการดีกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอ 4 กรอบ คือ1.ถามหาถึงมาสเตอร์แพลน หรือภาพใหญ่ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจปัญญาประดิษฐ์ว่าจะเป็นทิศทางไปอย่างไร และมีความเกี่ยวข้องว่าโครงการนี้เหมาะสมหรือไม่ 2.การจัดทำกระบวนการที่ทำให้กระบวนการนี้มีประโยชน์สูงสุด ซึ่งเราได้รับข้อเสนอแนะจำนวนมาก เช่น การเปลี่ยนวิธีการทำ แทนที่จะเอาเงินออกไปข้างนอก เปลี่ยนเป็นใช้เป็นช่วง เช่น 3 เดือนแรกควรมีวิธีคิด ควรให้ผู้ใช้ลำดับสำคัญมาก่อน จากนั้นมีการควบรวมกับผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ในประเทศไทย
“พวกเราได้ให้ข้อเสนอแนะเพื่อเป็นประโยชน์สูงที่สุดบนพื้นฐานสำคัญ คือ 1.โครงการนี้จะต้องโปร่งใส 2.ต้องใช้เงินภาษีทุกบาททุกสตางค์ให้คุ้มค่าที่สุด และ3.ประโยชน์ต้องเกิดกับประชาชนและประเทศไทยในระยะยาว เราจึงได้มีข้อเสนอแนะโดยทำเป็นรายงานต่อไปเพื่อนำเสนอให้กับคณะกรรมาธิการดีอีเอสในวันที่ 25 มิ.ย.นี้” นางการดีกล่าว