Komchadluek
"พิพัฒน์" ยัน บริสุทธิ์ใจ ผลักดันท่าเรือยอร์ช ที่จังหวัดภูเก็ต
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
21 มิ.ย. 2569 เมื่อเวลา 10.00 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ชูวิสัยทัศน์เดินหน้ายกระดับโครงข่ายคมนาคมระดับชาติ ลงพื้นที่ ต.ปากหมาก อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี แนะโครงการถนนเชื่อมโยงสองฝั่งทะเล อันดามันและอ่าวไทย (อำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง - อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี) และการพัฒนาท่าเทียบเรือพุมเรียง มุ่งเป้าหมายพลิกโฉมระบบโลจิสติกส์และการท่องเที่ยวของไทย ให้ประชาชนทั้งประเทศได้รับประโยชน์สูงสุดจากโครงสร้างพื้นฐานที่ไร้รอยต่อ โดยมี
Key facts
- โครงการนี้ประกอบด้วยการขยายถนนเดิมและก่อสร้างถนนใหม่ ระยะทางรวม 47.28 กิโลเมตร ซึ่งจะช่วยย่นระยะทางได้กว่า 70 กิโลเมตร และร่นเวลาการเดินทางจาก 2 ชั่วโมง 30 นาที เหลือเพียง 1 ชั่วโมง 45 นาที
- ระบุวันนี้ผมคงจะเป็นประเด็นดราม่ามากมายในจังหวัดภูเก็ต ผมขอชี้แจงว่า ผมพร้อมจะให้พิสูจน์ ผมกล้ารับประกันว่า ใครสามารถไปหาได้ว่า ผมมีประโยชน์ทับซ้อนแม้แต่บาทเดียว กับกรณีการผลักดันสร้างเรือท่าเรือ ผมพร้อมที่จะพิจารณาตัวเอง
- นายพิพัฒน์ ยังให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน กรณีเกิดกระแสบนโลกออนไลน์ ประเด็น "รองหงอกในทำเนียบ"
- นายพิพัฒน์ บอกด้วยว่า ตนเองเป็นผู้สนับสนุนแนวความคิดในการสร้างท่าเรือยอร์ช อู่เรือยอร์ช อู่ซ่อมเรือยอร์ช แก่ผู้ประกอบการที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลหลังยุคโควิด ที่ดึงนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาสู่ภูมิภาคนี้ ทั้งนี้
Summary
นายพิพัฒน์ เปิดเผยว่า โครงการถนนเชื่อมโยงกะเปอร์-ไชยา สามารถอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่สองจังหวัด และคือ "เส้นทางเศรษฐกิจใหม่"
โครงการนี้ประกอบด้วยการขยายถนนเดิมและก่อสร้างถนนใหม่ ระยะทางรวม 47.28 กิโลเมตร ซึ่งจะช่วยย่นระยะทางได้กว่า 70 กิโลเมตร และร่นเวลาการเดินทางจาก 2 ชั่วโมง 30 นาที เหลือเพียง 1 ชั่วโมง 45 นาที พร้อมบูรณาการร่วมกับแผนพัฒนาโครงข่ายของกรมทางหลวงอีก 3 โครงการ ได้แก่ การขยายไหล่ทางบนทางหลวงหมายเลข 4191, ทางแยกต่างระดับจุดตัดทางหลวงหมายเลข 41 และการก่อสร้างถนนเลี่ยงเมืองไชยา เพื่อเสริมประสิทธิภาพการเดินทางสูงสุด ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืน
ทั้งนี้ จากกระแสข่าวที่ว่ามีการครอบ นักธุรกิจ หรือประชาชนชาวจังหวัดภูเก็ต ยิ่งไม่มีความเป็นไปได้เลย เนื่องจากขอให้ดูผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยก็ไม่สามารถปักธงในจังหวัดภูเก็ตได้ ดังนั้นจึงเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่าเป็นการทำงานด้วยความบริสุทธิ์ใจ และเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง ทั้งนี้ ตนพร้อมที่จะให้สื่อมวลชนนำเสนอและหากพิสูจน์ได้ว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนก็พร้อมที่จะพิจารณาตนเองทันที