PPTV HD 36
พาณิชย์ลุยสอบ 3 แอปสั่งอาหารจีนในไทย พบ 1 รายเข้าข่ายต่างด้าวไร้ใบอนุญาต
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
จากกรณีที่กำลังเป็นกระแสบนโลกออนไลน์ หลังมีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับแอปพลิเคชันสั่งอาหารที่มุ่งให้บริการกลุ่มลูกค้าชาวจีนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ย่านห้วยขวาง สุทธิสาร รัชดา พระราม 9 รวมถึงเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ซึ่งตัวแอปพลิเคชันมีการใช้งานเป็นภาษาจีนทั้งหมด ทำให้เกิดข้อสงสัยและมีการตั้งคำถามถึงรูปแบบการดำเนินธุรกิจและความถูกต้องตามกฎหมาย
Key facts
- เจาะกระแสหุ้น Disney (DIS) หลัง Toy Story 5 เปิดตัวทำลายสถิติทุกภาค
- ปุ๋ยมีลุ้นถูกลง! ซัพพลายโลกเริ่มคลาย ย้ำของไม่ขาด จ่อ "แม่ปุ๋ยคนละครึ่ง"
- ผลการตรวจสอบพบว่า จาก 3 บริษัท มี 1 บริษัทที่มีสถานะเป็นต่างด้าว เนื่องจากมีผู้ถือหุ้นต่างชาติถือหุ้นเกิน 50% และยังไม่ได้ขออนุญาตประกอบธุรกิจ ส่วนอีก 2 บริษัทมีสถานะเป็นบริษัทไทย เนื่องจากผู้ถือหุ้นต่างชาติถือหุ้นไม่ถึง 50% อย่างไรก็ตาม
- นอกจากนี้ ยังพบกรณีที่บุคคลเชื้อสายต่างชาติได้รับสัญชาติไทย และเข้ามาถือหุ้นในสัดส่วน 51% ทำให้บริษัทมีสถานะเป็นบริษัทไทยโดยทันที ซึ่งแม้ปัจจุบันยังพบไม่มาก แต่เริ่มมีให้เห็นแล้ว และถือเป็นเรื่องที่น่ากังวล
Summary
สำหรับแนวโน้มการเข้ามาลงทุนของกลุ่มทุนต่างชาติ นายพูนพงษ์ระบุว่า ในภาพรวมปัญหาลดลง โดยตลอด 8 เดือนที่ผ่านมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ระดมกำลังจาก 6 กองงานร่วมกันตรวจสอบอย่างเข้มข้น ส่วนกรณีที่ยังพบเห็นอยู่จำนวนมากนั้น ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มบริษัทกว่า 95,000 รายที่สะสมมานานกว่า 20-30 ปี และกระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยเป้าหมายสำคัญในขณะนี้ คือการป้องกันไม่ให้เกิดรายใหม่เพิ่มขึ้น พร้อมทยอยตรวจสอบและดำเนินการกับรายเก่าที่จดทะเบียนมานาน
ล่าสุด นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมอยู่ระหว่างตรวจสอบบริษัทผู้ให้บริการแอปพลิเคชันทั้ง 3 รายที่ปรากฏเป็นข่าว โดยพบว่าทั้งหมดได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในประเทศไทยแล้ว ซึ่งบริษัทแรกจดทะเบียนเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2563 บริษัทที่สองจดทะเบียนเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2564 และบริษัทที่สามจดทะเบียนเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2566
ผลการตรวจสอบพบว่า จาก 3 บริษัท มี 1 บริษัทที่มีสถานะเป็นต่างด้าว เนื่องจากมีผู้ถือหุ้นต่างชาติถือหุ้นเกิน 50% และยังไม่ได้ขออนุญาตประกอบธุรกิจ ส่วนอีก 2 บริษัทมีสถานะเป็นบริษัทไทย เนื่องจากผู้ถือหุ้นต่างชาติถือหุ้นไม่ถึง 50% อย่างไรก็ตาม จะต้องตรวจสอบรายละเอียดด้านการลงทุนเพิ่มเติมต่อไป