Komchadluek
จบศึก 4 เดือน! สหรัฐฯ-อิหร่าน ยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ วิกฤตปากท้องลากยาว
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
สำนักข่าว CNBC รายงานข่าว สัญญาณเริ่มแรกที่บ่งชี้ว่าช่องแคบฮอร์มุซกำลังจะกลับมาเปิดอีกครั้ง ได้ช่วยบรรเทาภัยคุกคามที่รุนแรงที่สุดต่ออุปทานพลังงานโลกแล้ว อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจากสงครามที่ยืดเยื้อมาเกือบ 4 เดือนนั้นจะต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะฟื้นตัวกลับมาได้
Key facts
- ราคาน้ำมันลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันศุกร์ ซึ่งลดลงจากจุดสูงสุดที่ 118 ดอลลาร์ในเดือนมีนาคมช่วงที่สงครามทวีความรุนแรงที่สุด ทั้งนี้ โกลด์แมน แซกส์ (Goldman Sachs) ได้ปรับลดคาดการณ์ราคาน้ำมันลงเมื่อวันอังคาร
- ธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปีนี้ลงเหลือ 2.5% ซึ่งเป็นอัตราที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่เกิดโรคระบาด คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกจะพุ่งขึ้นเป็น 4% ในปีนี้ โดยเพิ่มขึ้นจาก 3.3% ในปี 2025
- สหรัฐฯ และอิหร่านได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นการยุติสงครามที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก ผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น และบั่นทอนแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ
- ทางธนาคารโลกยังระบุด้วยว่า ราคาปุ๋ยอาจพุ่งสูงขึ้นถึง 38% ในปีนี้ เนื่องจากปัญหาการหยุดชะงักของอุปทานและการขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญจากอ่าวเปอร์เซียส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังตลาดสินค้าเกษตร
- ในขณะเดียวกัน ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ภายใต้ประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ได้คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ตามเดิมเมื่อวันพุธ แต่ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อจากดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เป็น 3.6%
Summary
สหรัฐฯ และอิหร่านได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นการยุติสงครามที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก ผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น และบั่นทอนแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ
แต่ถึงแม้ว่าการขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นนั้นได้ “ฝังลึก” (baked in) ไปทั่วระบบเศรษฐกิจหลายแห่งแล้ว ไซมอน แมคอาดัม (Simon MacAdam) รองหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์โลกจาก Capital Economics ระบุในบทวิเคราะห์เมื่อสัปดาห์นี้
ราคาน้ำมันลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันศุกร์ ซึ่งลดลงจากจุดสูงสุดที่ 118 ดอลลาร์ในเดือนมีนาคมช่วงที่สงครามทวีความรุนแรงที่สุด ทั้งนี้ โกลด์แมน แซกส์ (Goldman Sachs) ได้ปรับลดคาดการณ์ราคาน้ำมันลงเมื่อวันอังคาร โดยคาดว่าน้ำมันดิบเบรนต์จะเฉลี่ยอยู่ที่ 80 ดอลลาร์ในช่วงปลายปี 2026 และ 75 ดอลลาร์ในปี 2027 เนื่องจากปริมาณน้ำมันดิบจากอ่าวเปอร์เซียฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาดไว้