Bangkok Today
ครม.นัดพิเศษ ดึงงบค้างท่อ ปี 69 ยอด 1.03 รับศึกเศรษฐกิจ
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ภายใต้การนำของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานการประชุม ได้มีมติเห็นชอบข้อเสนอด้านงบประมาณที่สำคัญสองประการ เพื่อวางรากฐานการบริหารจัดการวิกฤตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในสภาวการณ์ที่โลกกำลังเผชิญกับความผันผวนอย่างรุนแรง
Key facts
- (Fiscal Space) เหลืออยู่อีกประมาณ 800,000 ล้านบาท ก่อนที่จะชนเพดานหนี้สาธารณะที่ 70% ของ GDP
- นอกจากงบโอนปี 69 แล้ว ครม. ยังได้ให้ความเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 ภายใต้กรอบวงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณแบบขาดดุลที่มุ่งเน้นการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยยึดหลัก
- กลับคืนสู่รัฐบาลเป็นจำนวนทั้งสิ้น 10,300 ล้านบาทเศษ เม็ดเงินก้อนนี้จะถูกโอนกลับเข้าไปสมทบใน งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ซึ่งเปรียบเสมือนกองทุนสำรองฉุกเฉินของประเทศ
- นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเบื้องหลังตัวเลขที่ลดน้อยถอยลงอย่างน่าสนใจว่า เดิมทีรัฐบาลเคยตั้งเป้าว่าจะสามารถดึงเงินคืนได้สูงถึง 100,000 ล้านบาท เพื่อเป็นทุนสำรองรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง
- เข้าสู่ส่วนกลางมากที่สุดในระดับหลักหลายพันล้านบาท ได้แก่ กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐบาลยืนยันว่าการดึงเงินกลับมาครั้งนี้มีความจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากปัจจุบันงบกลางมียอดเหลืออยู่เพียงประมาณ 20,000 ล้านบาท
- หั่นงบค้างท่อ 1 หมื่นล้าน เติมงบกลางสำรองวิกฤต
Summary
ไฮไลต์สำคัญของการประชุมครั้งนี้คือความชัดเจนของ ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2569 ซึ่งสำนักงบประมาณได้สรุปตัวเลขการโอนงบประมาณจากหน่วยงานราชการที่เบิกจ่ายไม่ทันหรือ “งบค้างท่อ”
โดยประเด็นหลักที่ถูกจับตามองคือการ “รวบกระสุน” จากงบประมาณที่เหลือจ่ายในปี 2569 และการเคาะกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้นในช่วงรอยต่อของปีงบประมาณนี้
นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเบื้องหลังตัวเลขที่ลดน้อยถอยลงอย่างน่าสนใจว่า เดิมทีรัฐบาลเคยตั้งเป้าว่าจะสามารถดึงเงินคืนได้สูงถึง 100,000 ล้านบาท เพื่อเป็นทุนสำรองรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง แต่ทันทีที่รัฐบาลแจ้งนโยบายนี้ไปยังกระทรวงต่างๆ กลับกลายเป็นแรงกระตุ้นให้เกิด การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณในไตรมาสที่ 3 อย่างก้าวกระโดด โดยตัวเลขที่เคยคาดการณ์ไว้จึงค่อยๆ หดตัวลงจาก 8 หมื่นล้าน เหลือ 5 หมื่นล้าน จนมาจบที่หมื่นล้านเศษในที่สุด