← Back to KHAO

“เอเซีย พลัส” ชี้ SET วิ่งรับ S&P คงเรตติ้งไทย แนะเก็บ 3 หุ้นแลกการ์ด

4 min read

Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.

◌ Single Source

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 0.1% ถึง 1.9% ซึ่งเป็นการตอบรับเชิงบวกหลังจากที่สหรัฐอเมริกาและอิหร่านสามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวได้สำเร็จ โดยสหรัฐอเมริกาได้ประกาศยุติการปิดกั้นและเปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง พร้อมทั้งเข้าสู่กระบวนการเจรจาประเด็นโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นระยะเวลา 60 วัน ปัจจัยดังกล่าวช่วยสร้างความหวังในการลดแรงกดดันด้านอัตราเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม

Key facts

Summary

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 0.1% ถึง 1.9% ซึ่งเป็นการตอบรับเชิงบวกหลังจากที่สหรัฐอเมริกาและอิหร่านสามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวได้สำเร็จ โดยสหรัฐอเมริกาได้ประกาศยุติการปิดกั้นและเปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง พร้อมทั้งเข้าสู่กระบวนการเจรจาประเด็นโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นระยะเวลา 60 วัน ปัจจัยดังกล่าวช่วยสร้างความหวังในการลดแรงกดดันด้านอัตราเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม

ขณะเดียวกัน ปัญหาอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ธนาคารกลางหลักหลายแห่งเริ่มดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวด (Hawkish) อย่างต่อเนื่อง อาทิ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็น 1.00% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี รวมถึงธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็น 2.25% ในขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (FED) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ขึ้นสู่ระดับ 3.8%

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings ได้ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของประเทศไทยไว้ที่ระดับ BBB+ พร้อมคงมุมมองความน่าเชื่อถือในระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) ซึ่งสอดคล้องกับการประเมินของ Moody’s ที่ระดับ Baa1 โดยทาง S&P ได้ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะสามารถขยายตัวได้ 2.0% โดยได้รับแรงหนุนจากความแข็งแกร่งของภาคต่างประเทศ ทั้งในส่วนของดุลบัญชีเดินสะพัดและทุนสำรองระหว่างประเทศ

ด้านความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยในวันนี้ คาดการณ์ว่ามูลค่าการซื้อขายในช่วงแรกอาจค่อนข้างเบาบาง เนื่องจากตลาดหุ้นขนาดใหญ่ ทั้งในสหรัฐอเมริกา จีน และฮ่องกง ปิดทำการ อย่างไรก็ตาม ในช่วงท้ายก่อนปิดตลาด คาดว่าจะมีเม็ดเงินหนาแน่นเข้ามาจากการปรับน้ำหนักดัชนี FTSE Rebalance ซึ่งในรอบนี้ไม่มีหุ้นไทยเข้าหรือออกจากดัชนีใหม่ แต่จะมีการเพิ่มน้ำหนักการลงทุน (Increase Weight) ในหุ้น บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF, บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT, บริษัท

Read full article at Kaohoon →