Thansettakij
วตท.37 ชู “Silver Bridge Platform” ดันตลาดทุน ปลุกเศรษฐกิจสูงวัย
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
วตท.37 เสนอ “Silver Bridge Platform” ปฏิรูปตลาดทุน บำนาญ และภาษี รับมือสังคมสูงวัยระดับสุดยอดปี 2576 พลิกภาระผู้สูงอายุสู่การลงทุน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยุค Silver Economy
Key facts
- ผ่านชุดเครื่องมือ อาทิ Healthcare & Senior Living REITs สำหรับโครงการ CCRCs ขนาดใหญ่, Micro-REITs ที่ลดเกณฑ์มูลค่าสินทรัพย์เหลือ 200-500 ล้านบาท เพื่อแปลงคลินิกชุมชนเป็นหลักทรัพย์, การแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (ABS),
- ฝั่งการคลัง เสนอยกเครื่องภาษีหลายมาตรการ ทั้งการชะลอเก็บภาษีธุรกรรมเมื่อโอนที่ดินเข้า SPV ที่รับรอง, การหักลดหย่อนค่าปรับปรุงบ้านเพื่อผู้สูงวัยสูงสุด 100,000 บาท, การหักภาษี 200% สำหรับการคงจ้างแรงงานสูงวัย, สิทธิ BOI สำหรับ “Silver
- เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ที่สถาบันวิทยาการตลาดทุน ตัวแทนคณะนักศึกษาหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง วตท. รุ่นที่ 37 ได้นำเสนอผลงานทางวิชาการหัวข้อ “Silver Bridge Platform”
- ภายใน 12 เดือนแรก เช่น การดูแลที่บ้าน การปรับปรุงบ้าน และการยืดอายุเกษียณแบบค่อยเป็นค่อยไป พร้อมเน้นย้ำให้รัฐวางบทบาทเป็น “ผู้ดูดซับความเสี่ยง”
- ปฏิรูปตลาดทุน-ภาษี-กองทุนบำนาญ รับมือสังคมสูงวัยระดับสุดยอดปี 2576 หวังเปลี่ยนวิกฤติประชากรเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ พร้อมเตือนโมเดลสวัสดิการแบบเดิมไปต่อไม่ได้ภายใต้โจทย์ “แก่ก่อนรวย”
- (Super-Aged Society) ภายในปี 2576 จากอัตราเจริญพันธุ์ที่ดิ่งลงเหลือ 1.21 และอายุขัยที่ยืนยาวขึ้น ทำให้สัดส่วนวัยแรงงานต่อผู้สูงอายุลดลงจาก 3.6 คนในปี 2563 เหลือเพียง 1.8 คนในปี 2583
Summary
ผลงานวิจัยชิ้นนี้ตั้งต้นจากข้อเท็จจริงว่าประเทศไทยกำลังเร่งเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super-Aged Society) ภายในปี 2576 จากอัตราเจริญพันธุ์ที่ดิ่งลงเหลือ 1.21 และอายุขัยที่ยืนยาวขึ้น ทำให้สัดส่วนวัยแรงงานต่อผู้สูงอายุลดลงจาก 3.6 คนในปี 2563 เหลือเพียง 1.8 คนในปี 2583
นักศึกษาหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) รุ่นที่ 37 เสนอพิมพ์เขียว “Silver Bridge Platform” ปฏิรูปตลาดทุน-ภาษี-กองทุนบำนาญ รับมือสังคมสูงวัยระดับสุดยอดปี 2576 หวังเปลี่ยนวิกฤติประชากรเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ พร้อมเตือนโมเดลสวัสดิการแบบเดิมไปต่อไม่ได้ภายใต้โจทย์ “แก่ก่อนรวย”
คณะผู้จัดทำจึงเสนอให้เปลี่ยนกรอบคิดใหม่ จากโมเดลสวัสดิการแบบพึ่งรายได้ปัจจุบัน (Pay-As-You-Go) ที่ไปต่อไม่ไหว มาสู่การจัดวางสังคมสูงวัยให้เป็น “ตัวเร่งปฏิกิริยา” ของการเติบโตเชิงโครงสร้าง โดยเป้าหมายปลายทางคือการเปลี่ยนภาระจาก “หนี้สาธารณะ” ไปเป็น “การลงทุนภาคเอกชนที่สร้างผลตอบแทน”