Thai Post
วิกฤติอินโดนีเซียและความเสี่ยงต่อศก.ไทย
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
ผมได้รับคําถามจากแฟนคอลัมน์ ‘เขียนให้คิด’ และสื่อมวลชนมากว่า ความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะเป็นอย่างไร หลังมีข่าววิกฤิตค่าเงินที่อินโดนีเซียที่เกิดเงินทุนไหลออกรุนแรงและเงินรูเปียอ่อนค่ามากสุดในภูมิภาค ผู้ถามส่วนใหญ่ต้องการรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นที่อินโดนีเซีย และโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะเป็นแบบอินโดนีเซียในช่วงครึ่งหลังของปีมีหรือไม่ ซึ่งเป็นคำถามที่ดี วันนี้จึงอยากตอบคำถามโดยใช้คอลัมน์นี้ และนี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้
Key facts
- ผมได้รับคําถามจากแฟนคอลัมน์ ‘เขียนให้คิด’ และสื่อมวลชนมากว่า ความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะเป็นอย่างไร หลังมีข่าววิกฤิตค่าเงินที่อินโดนีเซียที่เกิดเงินทุนไหลออกรุนแรงและเงินรูเปียอ่อนค่ามากสุดในภูมิภาค
- วิกฤติที่กําลังเกิดขึ้นที่อินโดนีเซียเป็นกรณีคลาสสิกของเศรษฐกิจ ที่นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นต่อการทํานโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ตลาดการเงินมองว่าไร้ทิศทาง ขาดวินัยการเงินการคลัง และเป็นลักษณะประชานิยม เป็นความรู้สึกที่สะสมมาตั้งแต่ปีที่แล้ว
- ความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุนตั้งเค้ามาตั้งแต่ปี 2023 เมื่อรัฐบาลออกกฏหมายพัฒนาตลาดการเงิน (P2SK Law) ที่ขยายพันธกิจของธนาคารกลางให้รวมการเติบโตของเศรษฐกิจและการจ้างงานนอกเหนือเป้าหมายด้านเสถียรภาพ
- สําหรับวิกฤติอินโดนีเซียคาดว่าคงจบที่อินโดนีเซีย ไม่ลามหรือบานปลายไปประเทศอื่นเหมือนวิกฤติเศรษฐกิจเอเซียปี 2540 เพราะนักลงทุนแยกแยะได้ว่าประเทศไหนเป็นอย่างไร กรณีอินโดนีเซียชี้ชัดว่านักลงทุนมองเศรษฐกิจเอเซียว่ามีศักยภาพที่จะเติบโต
- สอง ความเสื่อมถอยด้านเสถียรภาพจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและการขาดดุลการคลังที่จะสูงขึ้น รวมถึงอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น เซาะกร่อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะงบประมาณปี 2570 ว่ารัฐบาลจะรักษาวินัยการคลังหรือไม่
Summary
วิกฤติที่กําลังเกิดขึ้นที่อินโดนีเซียเป็นกรณีคลาสสิกของเศรษฐกิจ ที่นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นต่อการทํานโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ตลาดการเงินมองว่าไร้ทิศทาง ขาดวินัยการเงินการคลัง และเป็นลักษณะประชานิยม เป็นความรู้สึกที่สะสมมาตั้งแต่ปีที่แล้ว พอเจอวิกฤติราคาพลังงานปีนี้ที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอ อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ดุลการค้าขาดดุลมาก และรัฐบาลเข้าอุดหนุนราคานํ้ามันในประเทศ ความอ่อนแอของเศรษฐกิจและการทำนโยบายก็ปรากฏชัดเจน
ความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุนตั้งเค้ามาตั้งแต่ปี 2023 เมื่อรัฐบาลออกกฏหมายพัฒนาตลาดการเงิน (P2SK Law) ที่ขยายพันธกิจของธนาคารกลางให้รวมการเติบโตของเศรษฐกิจและการจ้างงานนอกเหนือเป้าหมายด้านเสถียรภาพ ซึ่งนักลงทุนมองว่าเป็นการก้าวก่ายความเป็นอิสระของธนาคารกลาง และหลังประธานาธิบดี Prabowo เข้ารับตำแหน่งปลายปี 2024 การใช้จ่ายของรัฐบาลด้านสังคมก็ขยายตัวสูงตามนโยบายหาเสียงของรัฐบาล เช่น โครงการอาหารกลางวันฟรีสำหรับเด็กและแม่ลูกอ่อนทั่วประเทศที่ต้องใช้เงินกว่า 130,000 ล้านบาทต่อปี
ส่วนความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจครึ่งปีหลังคงมีสามเรื่องที่ต้องจับตา หนึ่ง ความเสี่ยงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ ที่มาจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอ ความไม่แน่นอนของสงครามในตะวันออกกลางและราคานํ้ามัน และนโยบายภาษีร้อยละ 12.5 ของทรัมป็ที่จะกระทบการส่งออก กดดันการขยายตัวของเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง