Prachachat
ทิสโก้ ชี้เศรษฐกิจโลกครึ่งหลังเสี่ยง ‘Stagflation’-หุ้นไทยยังไปต่อ แนะกระจายพอร์ตลงทุน
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
ทิสโก้ ประเมินเศรษฐกิจโลกครึ่งหลังปี’69 เสี่ยงเข้าสู่ภาวะ “Stagflation” ชี้แรงเสียดทานชัด ทั้ง “เงินเฟ้อพุ่ง-กำลังซื้ออ่อนตัว-ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยืดเยื้อ” มองหุ้นไทยยังมีศักยภาพ แนะรัฐเร่งสร้างความเชื่อมั่น “บลจ.ทิสโก้” แนะกระจายพอร์ต รับมือความผันผวน ชููธีม AI & Robotics-หุ้นปันผลสูง
Key facts
- โครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกที่เปราะบางและถูกกดดันจากมาตรการกีดกันทางการค้า ส่งผลให้สัดส่วนการค้าโลกต่อ GDP (Trade-to-GDP) ลดลง โดยในปี 2565 อยู่ที่ระดับ 62.8% เหลือเพียง 56.8% ในปี 2567
- กระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลาย-การถือครองหุ้น พันธบัตร และสินค้าโภคภัณฑ์ในสัดส่วนที่สมดุล ช่วยรองรับความผันผวน โดยเฉพาะในช่วงที่หุ้นและพันธบัตรเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน
- ตลาดหุ้นไทยยังมีศักยภาพที่จะเป็นมากกว่าสินทรัพย์หลบความผันผวน หากภาครัฐสามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อแนวทางการยกระดับเศรษฐกิจให้กลับไปเติบโตในระดับ 3–4% ได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการออกแบบมาตรการอย่าง TISA
- ที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะในสหรัฐ ซึ่งอัตราเงินเฟ้อล่าสุดในเดือนพฤษภาคมเร่งตัวขึ้นแตะระดับ 4.2% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี จากแรงหนุนสำคัญของราคาพลังงานที่ยังทรงตัวในระดับสูงท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
- เพิ่มน้ำหนัก (Overweight) หุ้นกลุ่มพลังงานและวัสดุพื้นฐาน (Materials)-ที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น โดยคาดการณ์กำไรของทั้งสองหมวดยังคงเป็นบวก และ Materials ยังมีส่วนช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดีขึ้น จากความสัมพันธ์กับตลาดโดยรวมลดลง
- บลจ.ทิสโก้ชูธีม AI & Robotics และหุ้นปันผลสูง
Summary
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากสงครามการค้ายังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจกระทบต่อการค้า การลงทุน และความเชื่อมั่นทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการส่งออก รวมถึงประเทศไทย และยังคงต้องติดตามพัฒนาการของสงครามอิหร่านอย่างใกล้ชิด
ในด้านนโยบายการเงิน หลายประเทศเริ่มเผชิญข้อจำกัดในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม และบางประเทศเริ่มปรับดอกเบี้ยขึ้นจากแรงกดดันเงินเฟ้อ แต่คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับปัจจุบันตลอดปีนี้
สำหรับประเทศไทย เศรษฐกิจยังเติบโตในอัตราต่ำกว่าศักยภาพ และมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่า 2% ในปีนี้และปีหน้า อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบวกที่สำคัญคือการลงทุนภาคเอกชนและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าที่คาด และอาจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป