Matichon
พริษฐ์ กาง 4 เหตุผล จี้ กกต. ส่ง คดีฮั้วสว.ให้ศาลชี้ขาด บี้แจงปมอนุญาต นำโพยเข้าพื้นที่เลือก
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 2 outlets. See llms.txt for citation guidance.
2 แหล่งข่าวยืนยัน
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 14 มิถุนายน ที่อาคารอนาคตใหม่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงกรณีภาพรวมการตั้งข้อสังเกตต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. ว่า ขณะนี้กลุ่มบุคคลที่จะชี้ขาดว่าคดีการฮั้วสว.จะไปถึงศาลหรือไม่คือ กกต.ทั้ง 7 คน โดยเราต้องย้อนไปตอนที่มีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ขึ้นมา ซึ่งเป็นการทำหน้าที่ร่วมกันระหว่าง กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
Key facts
- เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 14 มิถุนายน ที่อาคารอนาคตใหม่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงกรณีภาพรวมการตั้งข้อสังเกตต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. ว่า
- นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า แต่เมื่อมีมติออกมาเช่นนั้นในช่วงกลางปี 2568 ที่ผ่านมา แต่กกต.ทั้ง 7 คน กลับไม่ได้มีมติเห็นชอบตามคณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 แต่กลับมีการตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ขึ้นมา ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วกลับมีมติสวนทางกับคณะไต่สวนฯ
- นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า ฉะนั้น ตนจึงอยากชี้ให้เห็น 4 เหตุผลที่ตนมองว่า กกต.ควรส่งเรื่องทั้ง 229 คนไปยังศาลได้แก่ เหตุผลที่ 1 หลักฐานในคดีนี้มีความชัดเจนและหนักแน่นกว่าหลักฐานในคดีก่อนๆ ที่ กกต.เคยส่งเรื่องไปที่ศาล
- นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า แม้ว่าท้ายที่สุดแล้ว กกต.จะตัดสินใจในทางเลือกไหนนั้น เราก็คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือนกันยายนนี้ เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมา กกต. แถลงว่าได้เริ่มพิจารณาคดีนี้แล้ว อีกทั้งระเบียบ
Summary
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 14 มิถุนายน ที่อาคารอนาคตใหม่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงกรณีภาพรวมการตั้งข้อสังเกตต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. ว่า ขณะนี้กลุ่มบุคคลที่จะชี้ขาดว่าคดีการฮั้วสว.จะไปถึงศาลหรือไม่คือ กกต.ทั้ง 7 คน โดยเราต้องย้อนไปตอนที่มีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ขึ้นมา ซึ่งเป็นการทำหน้าที่ร่วมกันระหว่าง กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า แต่เมื่อมีมติออกมาเช่นนั้นในช่วงกลางปี 2568 ที่ผ่านมา แต่กกต.ทั้ง 7 คน กลับไม่ได้มีมติเห็นชอบตามคณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 แต่กลับมีการตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ขึ้นมา ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วกลับมีมติสวนทางกับคณะไต่สวนฯ คือมีมติว่าทั้ง 229 คนไม่มีมูลความผิดใดๆ และมีมติให้ กกต.ยกคำร้อง มาจนถึงวันนี้ลูกบอลจึงตกอยู่ที่กกต.ทั้ง 7 คนว่าจะเห็นอย่างไร ซึ่งตนมองว่าทางเลือกหรือความเป็นไปได้มีอยู่ 3 ทางคือ 1.กกต.มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการไต่สวนฯ
นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า แม้ว่าท้ายที่สุดแล้ว กกต.จะตัดสินใจในทางเลือกไหนนั้น เราก็คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือนกันยายนนี้ เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมา กกต. แถลงว่าได้เริ่มพิจารณาคดีนี้แล้ว อีกทั้งระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวนไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดข้อที่ 82 เขียนไว้ชัดว่าให้คณะกรรมการพิจารณาชี้ขาด ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 90 วัน ฉะนั้น จึงคาดว่าภายในเดือนกันยายนหรือต้นเดือนกันยายน เราควรที่จะได้ข้อสรุปในเรื่องนี้
นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า ฉะนั้น ตนจึงอยากชี้ให้เห็น 4 เหตุผลที่ตนมองว่า กกต.ควรส่งเรื่องทั้ง 229 คนไปยังศาลได้แก่ เหตุผลที่ 1 หลักฐานในคดีนี้มีความชัดเจนและหนักแน่นกว่าหลักฐานในคดีก่อนๆ ที่ กกต.เคยส่งเรื่องไปที่ศาล แม้ว่าขณะนี้เราจะยังไม่สามารถเข้าถึงรายละเอียดของคณะไต่สวนได้ เนื่องจากอยู่ในระหว่างการพิจารณา แต่จากการสำรวจและรวบรวมข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ และมีการยื่นเข้ามาจากผู้ที่ไปให้การกับคณะไต่สวนฯ