Prachachat
กางข้อมูลรับมือเอลนีโญ กรมชลฯ เอาอยู่-ไม่ขาดน้ำรุนแรง
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
Key facts
- ด้านงบประมาณ กรมชลประทานได้รับงบประมาณย้อนหลังปี 2566-2568 เฉลี่ยประมาณ 80,000 ล้านบาทต่อปี ส่วนปี 2569 ได้รับงบประมาณ 87,000 ล้านบาท สูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปีราว 9% โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับงบประมาณสูงสุด 22,000 ล้านบาท
- กรมชลประทานประเมินสถานการณ์ล่วงหน้า ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ว่า จะมีปริมาณน้ำเก็บกักประมาณ 74% เทียบกับปี 2568 ที่มีฝนตกมากและมีน้ำอยู่ 88% โดยคาดว่าจะมีน้ำใช้การประมาณ 32,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่แผนการใช้น้ำอยู่ที่ประมาณ 20,500
- นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน รายงานสถานการณ์น้ำและแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำว่า กรมชลประทานตั้งเป้าว่าในปี 2580 ประเทศไทยจะมีพื้นที่ชลประทาน 39 ล้านไร่ จากปัจจุบัน 36 ล้านไร่ และมีปริมาณน้ำชลประทานประมาณ 86,000
- นํ้ากำลังกลับมาเป็นโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง เมื่อสัญญาณเอลนีโญเริ่มกดดันปริมาณฝน ขณะที่ความต้องการใช้น้ำทั้งประเทศสูงกว่าน้ำต้นทุนที่มีอยู่ราว 50,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ภารกิจของกรมชลประทานจึงไม่ใช่แค่ “กักน้ำให้พอ”
- เมื่อมองทั้งประเทศ ทั้งแหล่งน้ำของชลประทานและนอกชลประทาน มีน้ำรวมประมาณ 97,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ความต้องการใช้น้ำทั้งประเทศที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ศึกษาไว้ อยู่ที่ 147,000 ล้านลูกบาศก์เมตร เท่ากับว่ายังมีช่องว่างประมาณ
- นอกจากการเพิ่มแหล่งน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน กรมชลประทานยังเสนอให้สร้างจิตสำนึกการใช้น้ำอย่างประหยัดในทุกภาคส่วน ทั้งประชาชน เกษตรกร นักท่องเที่ยว และอุตสาหกรรม โดยในภาคประชาชนมีแนวคิดให้ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น หากประชาชน 70 ล้านคน
Summary
### แชร์
ประเด็นที่กรมชลประทานจับตาใกล้ชิด คือ เอลนีโญ ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 และอาจแรงขึ้นต่อเนื่อง โดยกังวลว่าอาจพัฒนาเป็นซูเปอร์เอลนีโญ และยาวไปถึงปี 2570 ข้อมูลฝนปัจจุบันสะท้อนสัญญาณดังกล่าว โดยปริมาณฝนเฉลี่ยทั้งประเทศต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 16% ภาคใต้ฝั่งตะวันตกเป็นพื้นที่เดียวที่มีฝนสูงกว่าค่าเฉลี่ย 14% ขณะที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออกต่ำกว่าค่าเฉลี่ยถึง 43%
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ติดตามสถานการณ์น้ำและมอบนโยบายการขับเคลื่อนภารกิจของกรมชลประทาน พร้อมสั่งการให้ดำเนินการเชิงรุกในการบริหารจัดการน้ำ โดยต้องติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันให้ทบทวนเกณฑ์การบริหารอ่างเก็บน้ำ หรือ Rule Curve ให้สอดคล้องกับแนวโน้มเอลนีโญ โดยเร่งเก็บกักน้ำช่วงปลายฤดูฝนให้ได้มากที่สุดภายใต้กรอบความปลอดภัยของเขื่อน และสำรองน้ำต้นทุนสำหรับอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศให้เพียงพอถึงฤดูแล้งปีถัดไป
ประเทศไทยมีฝนเฉลี่ยประมาณ 1,600 มิลลิเมตรต่อปี ถือว่ามีน้ำค่อนข้างสมบูรณ์เมื่อเทียบกับหลายประเทศ โดยจังหวัดที่มีฝนน้อยที่สุด คือ ประจวบคีรีขันธ์ ประมาณ 946 มิลลิเมตรต่อปี ส่วนจังหวัดที่มีฝนมากที่สุด คือ ตราด 4,800 มิลลิเมตรต่อปี อย่างไรก็ตาม ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่ปริมาณฝนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการเก็บกักและบริหารจัดการน้ำ ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก มีประมาณ 4,600 แห่ง สามารถเก็บน้ำได้ประมาณ 77,737 ล้านลูกบาศก์เมตร หากรวมระบบชลประทานอื่น