Prachachat
‘จีน’ กับบทบาทสำคัญ ช่วยโลกไม่วิกฤตน้ำมันเท่าปี 1973
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
Key facts
- น้ำมันดิบเบรนต์ ซึ่งเป็นน้ำมันที่ใช้อ้างอิงราคาตลาดโลก พุ่งขึ้น 4% สู่ระดับ 97.67 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา หลังจากอิสราเอลและอิหร่านเปิดฉากยิงถล่มกันอีกเป็นครั้งแรกนับจากทำข้อตกลงหยุดยิงกันไปเมื่อเดือนเมษายน
- นับตั้งแต่สงครามถล่มอิหร่านเริ่มขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ทำให้อุปทานน้ำมันโลกไม่สามารถหมุนเวียนเคลื่อนย้ายได้ตามปกติ อันเนื่องมาจากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซและโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันของประเทศรอบอ่าวที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐอเมริกา
- นักวิเคราะห์ของเจพี มอร์แกน ระบุว่า จีนได้เริ่มลดการนำเข้าน้ำมันดิบเหลือเพียงวันละไม่ถึง 9 ล้านบาร์เรลในเดือนพฤษภาคม จากปกติที่เคยนำเข้าวันละ 11.7 ล้านบาร์เรลในเดือนกุมภาพันธ์ ช่วยผ่อนคลายวิกฤตด้านอุปทาน
- สู่ระดับเฉลี่ย 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป การพุ่งขึ้นของราคาในปัจจุบันเป็นเพียงการสะท้อนปัญหา “การขนส่ง”
- แม้ว่าปริมาณน้ำมันในตลาดโลกจะหายไปถึง 14% เหตุที่เป็นเช่นนั้นบรรดานักวิเคราะห์ชี้ว่าเป็นเพราะจีนได้ทำหน้าที่เป็น “วาล์ว”
- ทางด้าน แจน สจวร์ต นักเศรษฐศาสตร์ด้านพลังงานโลกของวาณิชธนกิจ ไพเพอร์ แซนด์เลอร์ ประเมินว่า ในเดือนพฤษภาคมมีน้ำมันเล็ดลอดออกจากฮอร์มุซได้ประมาณ 2.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยเชื่อว่าในจำนวนนี้ 2.1
Summary
### แชร์
นับตั้งแต่สงครามถล่มอิหร่านเริ่มขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ทำให้อุปทานน้ำมันโลกไม่สามารถหมุนเวียนเคลื่อนย้ายได้ตามปกติ อันเนื่องมาจากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซและโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันของประเทศรอบอ่าวที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง จนเกิดความกลัวกันว่าราคาอาจทะยานไปถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
“จีนเป็นหนึ่งในตัวชดเชยใหญ่ที่สุดในการลดแรงกระแทก เป็นรองแค่เพียงซาอุดีอาระเบีย ที่ได้ปรับเส้นทางใหม่ในการส่งออกน้ำมันแทนการผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และยังใหญ่กว่าการปล่อยน้ำมันสำรองร่วมกันของสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น” ไมก์ เฮก นักวิเคราะห์โซซิเอเต เจเนอราล กล่าว
ส่วนนักวิเคราะห์ของฟิตช์เชื่อว่าหากเปิดช่องแคบในปลายเดือนกรกฎาคม จะทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ลดลง “อย่างรุนแรง” สู่ระดับเฉลี่ย 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป การพุ่งขึ้นของราคาในปัจจุบันเป็นเพียงการสะท้อนปัญหา “การขนส่ง” น้ำมันชั่วคราว มากกว่าจะเป็นปัญหาจากการสูญเสียการผลิตอย่างถาวร