Nation TV
“การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์” อีกหนึ่งความหวังของผู้ป่วยมะเร็งระบบเลือด
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
มะเร็งระบบเลือด เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และ มะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นโรคที่หลายคนรู้สึกกังวล ไม่ใช่แค่เพราะความรุนแรงของโรค แต่ยังรวมถึงกระบวนการรักษาที่ซับซ้อน ผลข้างเคียง และความไม่แน่นอนของการกลับมาเป็นซ้ำ
Key facts
- ช่วง 10–14 วันแรก ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยจะต่ำมาก จึงจำเป็นต้องพักในห้องระบบแรงดันบวกที่ควบคุมคุณภาพอากาศอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการติดเชื้อ แต่ถึงแม้จะอยู่ในห้องปลอดเชื้อ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันเบา ๆ ได้ เช่น ดูหนัง
- มะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีผู้ป่วยอยู่ 2 กลุ่มหลักที่ได้ประโยชน์จากการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ กลุ่มแรกคือผู้ป่วยที่โรคกลับมาเป็นซ้ำหลังรักษา แต่ยังตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดอยู่ หากให้ยาเคมีบำบัดขนาดสูงร่วมกับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์
- หลังการปลูกถ่าย ผู้ป่วยจะเข้าสู่ช่วงที่ร่างกายกำลังสร้างระบบเม็ดเลือดและภูมิคุ้มกันขึ้นมาใหม่ โดยเฉพาะช่วง 100 วันแรก ซึ่งต้องเฝ้าระวังการติดเชื้ออย่างใกล้ชิด
- หลังแพทย์อนุญาตให้กลับบ้าน ผู้ป่วยยังต้องระวังการติดเชื้ออีกระยะหนึ่ง เพราะแม้เม็ดเลือดจะกลับมาปกติแล้ว แต่ภูมิคุ้มกันยังทำงานได้ไม่เต็มที่ โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรก
Summary
หลักการสำคัญของการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ คือ การให้ยาเคมีบำบัดขนาดสูงเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งให้หมด ก่อนนำสเต็มเซลล์กลับเข้าสู่ร่างกาย เพื่อช่วยฟื้นฟูไขกระดูกและระบบเลือดให้กลับมาทำงานอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแนวทางการรักษามะเร็งระบบเลือดได้พัฒนาไปมาก โดยเฉพาะ “การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์” หรือที่หลายคนคุ้นในชื่อ “การปลูกถ่ายไขกระดูก” ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสควบคุมโรคในระยะยาว และอาจช่วยให้ผู้ป่วยบางรายกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติอีกครั้ง
“มะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีผู้ป่วยอยู่ 2 กลุ่มหลักที่ได้ประโยชน์จากการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ กลุ่มแรกคือผู้ป่วยที่โรคกลับมาเป็นซ้ำหลังรักษา แต่ยังตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดอยู่ หากให้ยาเคมีบำบัดขนาดสูงร่วมกับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ โอกาสควบคุมโรคระยะยาวจะสูงขึ้นมาก” นพ.อุดมศักดิ์ อธิบาย