Bangkok Today
“แบรนด์เนม มันนี่” ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อ 400 ล้าน พร้อมเล็งเข้าตลาดหุ้นปี 72
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
“แบรนด์เนม มันนี่” ประกาศความสำเร็จฉลองครบรอบ 2 ปี เผยยอดปล่อยสินเชื่อพุ่งพรวดเกินเป้า โดยเฉพาะกลุ่มเช่าซื้อที่โตเร็วกว่าปีก่อนถึงเท่าตัวภายใน 5 เดือนแรก พร้อมกางแผนยุทธศาสตร์ดึงพันธมิตรร่วมทุน-ปั้นพอร์ตแตะ 400 ล้านบาท มุ่งหน้าสู่การเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในปี 2572
Key facts
- เป้าหมายสูงสุดคือการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งคาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในปี 2571-2572 โดยบริษัทตั้งเป้าจะครองส่วนแบ่งทางการตลาดให้ได้ 1-2% จากมูลค่าตลาดแบรนด์เนมรวมในประเทศไทยที่สูงถึง 2
- สินค้าบางรายการ โดยเฉพาะในกลุ่ม Influencer รุ่นใหม่ที่มีอายุน้อยลงเรื่อยๆ ปัจจุบันฐานลูกค้าหลักของบริษัทอยู่ในช่วงอายุ 30-40 ปี คิดเป็นสัดส่วน 50% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเจ้าของธุรกิจ SME และมนุษย์เงินเดือน
- นายปพน มนัสภากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท แบรนด์เนม มันนี่ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อ ซึ่งเป็นโมเดล “ผ่อนไป-ใช้ไป”
- บริการขายฝากในรูปแบบการรับจำนำ โดยสัดส่วนพอร์ตปัจจุบันเปลี่ยนจากเดิมที่เน้นการขายฝากเป็นหลัก มาเป็นการเฉลี่ยสัดส่วนระหว่างเช่าซื้อ 45% ขายฝาก 45% และผ่อนจบรับของ 10%
- เรายังคงดำเนินนโยบายแบบระมัดระวัง หากมีเคสเข้ามา 100 ราย เราอาจปัดตกไปกว่า 50 ราย เพื่อเลือกเฉพาะลูกค้าที่มีสถานะทางการเงินที่แข็งแรงและมีศักยภาพจริงๆ การคุมหนี้เสียคือสิ่งสำคัญที่สุดที่จะป้องกันไม่ให้บริษัทเกิดความเสียหาย นอกจากนี้
Summary
โดยหัวใจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างมั่นคงคือ “หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้” หรือ NPL ที่ยังคงรักษาระดับไว้ที่ 0% ทั้งนี้บริษัทใช้ระบบบริหารจัดการความเสี่ยง ที่เข้มงวดเสมือนสถาบันการเงิน โดยมีการคัดกรองลูกค้าอย่างละเอียด
ปัจจุบันบริษัทให้บริการผ่าน 3 โมเดลหลัก คือ 1. สินเชื่อเช่าซื้อ (ผ่อนไป-ใช้ไป) 2. สินเชื่อผ่อนจบ-รับของ และ 3. บริการขายฝากในรูปแบบการรับจำนำ โดยสัดส่วนพอร์ตปัจจุบันเปลี่ยนจากเดิมที่เน้นการขายฝากเป็นหลัก มาเป็นการเฉลี่ยสัดส่วนระหว่างเช่าซื้อ 45% ขายฝาก 45% และผ่อนจบรับของ 10%
“เรายังคงดำเนินนโยบายแบบระมัดระวัง หากมีเคสเข้ามา 100 ราย เราอาจปัดตกไปกว่า 50 ราย เพื่อเลือกเฉพาะลูกค้าที่มีสถานะทางการเงินที่แข็งแรงและมีศักยภาพจริงๆ การคุมหนี้เสียคือสิ่งสำคัญที่สุดที่จะป้องกันไม่ให้บริษัทเกิดความเสียหาย นอกจากนี้ บริษัทยังมี Ecosystem ที่แข็งแกร่ง ตั้งแต่การตรวจสอบราคาสินค้าที่แม่นยำ ไปจนถึงตลาดรองที่มีประสิทธิภาพรองรับสินค้าในกรณีที่เกิดการค้างชำระ” นายปพน กล่าว