← Back to KHAO

บันทึกการปราบปรามข้ามชาติ: รวมกรณีรัฐไทยจับ-ส่งกลับผู้ลี้ภัยต่างชาติ

12 min read

Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.

◌ Single Source

จับตาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีของ 2 นักปกป้องสิทธิมนุษยชนฟ้องแพ่งสำนักนายกฯและกองทัพบก

ด้วยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ซึ่งอยู่ท่ามกลางประเทศเพื่อนบ้านที่เผชิญความขัดแย้งทางการเมืองมาอย่างยาวนาน ประกอบกับการมีสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) อยู่ในประเทศไทย ไทยจึงเป็นหนึ่งในประเทศ “ทางผ่าน” ของผู้แสวงหาที่ลี้ภัยจากการประหัตประหารในประเทศต้นทาง อย่างไรก็ดี แม้ประเทศไทยจะเผชิญความท้าทายเรื่องการอพยพลี้ภัยมาอย่างต่อเนื่อง แต่ไทยยังไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ. 1951 (The 1951 Refugee Convention)

Key facts

Summary

อย่างไรก็ดี ไทยเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศบางฉบับที่คุ้มครองสิทธิของผู้ลี้ภัยในบางมิติ หนึ่งในนั้นคืออนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้สูญหาย ซึ่งกำหนดภาระผูกพันให้รัฐต้องป้องกันการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย การบังคับให้สูญหาย และการคุมขังโดยพลการ ตลอดจนรับประกันสิทธิในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม และสิทธิในชีวิตและเสรีภาพ ไทยยังได้ตรากฎหมายภายใน คือ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ซึ่งห้ามมิให้ขับไล่ ส่งกลับ

แม้จะมีความคืบหน้าในกระบวนการทางกฎหมายด้านการคุ้มครองผู้ลี้ภัยในประเทศไทยอยู่บ้าง แต่รายงานของ Thai PBS ระบุว่า ตลอดกว่าสิบปีที่ผ่านมา ไทยได้ส่งตัวผู้ลี้ภัยกลับประเทศต้นทางมากกว่า 3,000 คน โดยผู้ถูกส่งกลับส่วนใหญ่เป็นฝ่ายต่อต้านรัฐบาลหรือสมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกรัฐบาลประเทศต้นทางต้องการตัว ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง ได้แก่ เมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีน

ข้อมูลจาก จดหมาย สื่อสารของผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติถึงรัฐบาลไทยระบุว่า ในปี 2557 ชาวอุยกูร์ราว 350 คนถูกควบคุมตัวหลังหลบหนีออกจากประเทศจีนผ่านพรมแดนไทย โดยมีเป้าหมายจะลี้ภัยไปยังตุรกี ต่อมาในวันที่ 9 กรกฎาคม 2558 รัฐบาลทหารที่นำโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ส่งชาวอุยกูร์กลุ่มผู้หญิงและเด็กรวม 173 คนไปยังประเทศตุรกี ขณะเดียวกัน ชาวอุยกูร์อีก 109 คน ซึ่งมีทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก ถูกบังคับส่งกลับไปยังประเทศจีน

Read full article at iLaw →