← Back to KHAO

ทนายเดชา เผยนาที ทนายตั้ม ท้วงปมหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ คดีเจ๊อ้อย ฝากผู้พิพากษาเอาไปสอนน.ศ.ด้วย

4 min read

Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.

◌ Single Source

Matichon Weekly

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายเดชา กิตติวิทยานันท์ หรือทนายเดชา ทนายความชื่อดัง เปิดเผยภายหลังเข้ารับฟังคำพิพากษาของศาลอาญาในคดีที่เกี่ยวข้องกับนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม โดยสรุปรายละเอียดคำพิพากษาซึ่งแบ่งออกเป็นหลายส่วน เช่น ข้อหาฉ้อโกง ศาลพิพากษาลงโทษทนายตั้มในความผิด 2 กระทง กระทงละ 3 ปี รวมเป็น 6 ปี แต่เนื่องจากจำเลยให้การเป็นประโยชน์จึงลดโทษให้ 1 ใน 4 คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวมเป็น 5 ปี โดยข้อหาฉ้อโกงที่ถูกลงโทษประกอบด้วย กรณีเงิน 71

Key facts

Summary

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายเดชา กิตติวิทยานันท์ หรือทนายเดชา ทนายความชื่อดัง เปิดเผยภายหลังเข้ารับฟังคำพิพากษาของศาลอาญาในคดีที่เกี่ยวข้องกับนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม โดยสรุปรายละเอียดคำพิพากษาซึ่งแบ่งออกเป็นหลายส่วน เช่น ข้อหาฉ้อโกง ศาลพิพากษาลงโทษทนายตั้มในความผิด 2 กระทง กระทงละ 3 ปี รวมเป็น 6 ปี แต่เนื่องจากจำเลยให้การเป็นประโยชน์จึงลดโทษให้ 1 ใน 4 คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวมเป็น 5 ปี โดยข้อหาฉ้อโกงที่ถูกลงโทษประกอบด้วย กรณีเงิน 71

นอกจากนี้ ทนายตั้มยังถูกพิพากษาจำคุกอีก 2 ปี ในความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) จากกรณีการส่งใบเสนอราคารถเบนซ์อันเป็นเท็จให้แก่เจ๊อ้อยทางไลน์ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมนั้น ศาลได้ยกฟ้อง เนื่องจากเอกสารดังกล่าวออกโดยบริษัทรถยนต์ จึงถือเป็น “เอกสารเท็จ” ไม่ใช่ “เอกสารปลอม” ตามข้อกฎหมาย

สำหรับข้อหาอื่นๆ เช่น กรณีเงิน 39 ล้านบาท (เฉินกวน) และกรณีการจ้างออกแบบโรงแรม ศาลสั่งยกฟ้องทั้งหมด เนื่องจากไม่มีพยานหลักฐานเชื่อมโยงว่าทนายตั้มมีส่วนเกี่ยวข้อง หรือเป็นการสมประโยชน์กันทางธุรกิจ ในส่วนของจำเลยรายอื่นๆ รวมถึงภรรยาและพี่สาวของทนายตั้ม ศาลได้พิพากษายกฟ้องทั้งหมดเนื่องจากไม่มีพยานหลักฐานว่ามีส่วนร่วมในการกระทำความผิด และคาดว่าจะได้รับการปล่อยตัวทันที

ทนายเดชายังระบุอีกว่า ศาลมีคำวินิจฉัยอย่างชัดเจนว่าพฤติกรรมของทนายตั้มไม่ใช่การกระทำความผิดเป็นสันดาน หรือเข้าข่าย “ฉ้อโกงเป็นปกติธุระ” เนื่องจากมีผู้เสียหายเพียงรายเดียว และเป็นการฉ้อโกงลูกความรายเดิมซ้ำ 2-3 ครั้ง ไม่ใช่การฉ้อโกงบุคคลทั่วไป ส่งผลให้ความผิดฐานฉ้อโกงในคดีนี้ไม่เข้าข่ายความผิดมูลฐาน และทำให้ศาลยกฟ้องในข้อหาฟอกเงินทั้งหมด พร้อมทั้งฝากถึงกองบังคับการปราบปราบ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางให้ระมัดระวังในการตั้งข้อหาที่อาจรุนแรงเกินจริงในอนาคต

Read full article at Matichon →