Krungthep Turakij
เรารักวิกฤติ (โดยเฉพาะถ้ามีเงินสด)
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่าผมคงมีความรู้สึกโศกเศร้าถ้าเกิดวิกฤติเศรษฐกิจและตลาดหุ้นตกลงมาหนักซึ่งทำให้ผู้คนจำนวนมากเดือดร้อนและยากจนลง ผมไม่ได้เชียร์ให้เกิดวิกฤติอย่างแน่นอน ผมอยากจะให้เศรษฐกิจและตลาดหุ้นดีและคนมีความสุข แต่ผมจะคิดอย่างไรมันก็ไม่ได้เปลี่ยนสถานการณ์ของโลกหรือประเทศไทย ถ้ามันจะเกิด มันก็ต้องเกิด และมันก็จะต้องเกิดแน่นอนในวันใดวันหนึ่งอีกไม่นาน เพราะฉะนั้น มาดูหรือมาคิดว่าโดยส่วนตัวเราจะเลี่ยงจากผลกระทบของมันได้แค่ไหน และที่สำคัญ
Key facts
- หลังจากนั้นเพียง 3 ปี ในปี 2543 หรือปี 2000 ตลาดหุ้นไทยก็เกิดวิกฤติอีกครั้ง ตามตลาดหุ้นอเมริกาที่เกิดวิกฤติหุ้นไฮเท็ค ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยตกลงมา 44% โดยที่นักลงทุนหรือสื่อแทบจะไม่สนใจเพราะแทบจะไม่มีใครลงทุนในหุ้น
- วันที่ 19 ตุลาคมปี 1987 ตลาดหุ้นอเมริกาตกลงมาแรงที่สุดวันเดียวในประวัติศาสตร์ คือดัชนีดาวโจนส์ตกลงมา 22.6% และต่อมาถูกเรียกว่า “Black Monday”
- ย้อนกลับไปดูข้อมูลผลตอบแทนของพอร์ตย้อนหลังซึ่งผมบันทึกไว้ตลอดจนถึงวันนี้และพบว่า หลังจากปีวิกฤติปี 2540 คือปี 2541 ผลตอบแทนของผมดีเยี่ยมคือประมาณ 46% อานิสงค์จากการได้ซื้อหุ้นที่ถูกมากเพราะเกิดวิกฤติ
- พอร์ตลงทุนของผมยังบวกที่ 22% เหตุผลคงเป็นเพราะว่ามีหุ้นแค่ประมาณ 10 กว่าตัวและหุ้นเหล่านั้นไม่ค่อยมีสภาพคล่อง ไม่ค่อยมีคนซื้อขายและเป็นหุ้นตัวเล็กที่พื้นฐานธุรกิจดีและยังดีขึ้นด้วย และพอถึงปี 2544 หรือปีต่อไป พอร์ตก็โตขึ้นถึง 71%
- วิกฤติครั้งที่ 3 คือปี 2551 หรือปี 2008 ซึ่งเป็นวิกฤติซับไพร์มของอเมริกา ในปีนั้น หรือว่าที่จริงตลอดมาตั้งแต่ปี 2543 ผมไม่เคยถือเงินสดเลย พอเกิดวิกฤติ พอร์ตผมจึงขาดทุนอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็ขาดทุนแค่ 15% แต่ตลาดตกลงมาถึง 48%
- หลังจากนั้น ในปี 2552 ดัชนีตลาดหุ้นไทยก็ฟื้นอย่างแรง บวกถึง 63% แต่พอร์ตผมกลับบวกถึง 141% ผมรักวิกฤติ แม้ว่าจะถูกกระทบบ้างแต่ “ฟ้าหลังฝน”
- ฟื้นขึ้นทันที หุ้นไทยเองตกลงมา 8% เช่นเดียวกัน พอร์ตผมลดลงที่ลบ 11% แต่พอถึงปี 2564 พอร์ตผมก็ฟื้นตัว โตขึ้น 21%
- หุ้นอเมริกันเอ็กซเพรสตกลงมา 50% แต่บัฟเฟตต์เข้าไปซื้ออย่างหนักด้วยเงินประมาณ 40% ของพอร์ตหลังจากที่ลงทุนเดินทางไปตรวจสอบในภาคสนามว่าคนยังใช้บัตรเครดิตและซื้อเช็คเดินทางที่อเมริกันเอ็กซเพรสเป็นผู้นำทิ้งขาดคู่แข่งอย่างไม่เห็นฝุ่นหรือเปล่า
Summary
จากประสบการณ์ของวอเร็น บัฟเฟตต์ คงต้องบอกว่า เขา “รักวิกฤติ” ในแง่ของการลงทุน เพราะความสำเร็จครั้งใหญ่ของเขาหลายครั้งมาจาก “วิกฤติ” ทั้งที่เกิดเฉพาะกับตัวหุ้นและวิกฤติตลาดหุ้นโดยรวม ที่ทำให้หุ้นบางตัวที่มีพื้นฐาน “ดีมาก” มีราคาตกลงมาหนักขนาดเหลือไม่ถึง 50% จากราคาปกติ ซึ่งเป็นโอกาสให้เขาเข้าไปซื้อหุ้นจำนวนมาก บางทีขนาด “ครึ่งพอร์ต” ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน เมื่อวิกฤติผ่านไปแล้ว หุ้นก็ฟื้นอย่างโดดเด่น ทำให้เขาได้กำไรหรือได้ผลตอบแทนสุดยอด
วิกฤติตลาดหุ้นปี 1973-74 เป็นวิกฤติที่รุนแรงมาก อเมริกากำลัง “แพ้สงครามเวียตนาม” ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็นวิกฤติอานิสงค์จากสงครามอาหรับ-อิสราเอล เงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยสูงลิ่วเป็น 10% แต่เศรษฐกิจตกต่ำเป็น “Stagflation” คนรุ่นหนุ่มสาวหมดหวังในชีวิตทำตัวเป็น “ฮิบปี้” ที่ใช้ชีวิตแบบ “ไร้สาระ” ประท้วงรัฐบาล ทั้งหมดทำให้ตลาดหุ้นวิกฤติตกลงมา 40-50% คนต่างก็หนีจากตลาดหุ้น
แต่บัฟเฟตต์เห็นว่าโค๊กเป็นยี่ห้อน้ำดำที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกและแทบเป็น “สัญลักษณ์ของอเมริกัน” เป็นธุรกิจที่มีกำไรดีมากและมีโอกาสที่จะขยายไปทั่วโลกในอนาคตได้อย่างแน่นอน