Matichon
อนุดิษฐ์ จี้รัฐทบทวนเกณฑ์ตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ชี้มาตรการตึงเกินจริง ขาดมิติความเป็นมนุษย์
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 2 outlets. See llms.txt for citation guidance.
2 แหล่งข่าวยืนยัน
เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม กล่าวว่า ตนขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนมาตรการตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกรณีที่บุตรนำชื่อบิดามารดาไปใช้ลดหย่อนภาษี โดยระบุว่า แม้จะเห็นด้วยกับการจัดระเบียบสวัสดิการของรัฐเพื่อให้งบประมาณภาษีของประชาชนตกถึงมือผู้ที่เดือดร้อนอย่างแท้จริง แต่เงื่อนไขล่าสุดที่กำหนดให้ผู้สูงอายุถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทันที หากบุตรนำชื่อไปลดหย่อนภาษี
Key facts
- เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม กล่าวว่า ตนขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนมาตรการตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกรณีที่บุตรนำชื่อบิดามารดาไปใช้ลดหย่อนภาษี โดยระบุว่า
- น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวต่อว่า การใช้เงื่อนไขแบบเหมารวมว่า เมื่อมีการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีแสดงว่าบิดามารดาได้รับการดูแลอย่างเพียงพอแล้ว เป็นการมองปัญหาจากตัวเลขบนกระดาษ โดยไม่เข้าใจโครงสร้างความยากจนที่เกิดขึ้นจริงในสังคม
- หากรัฐบาลใช้เกณฑ์นี้มาตัดสินว่าพ่อแม่ไม่ควรได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีกต่อไป เท่ากับกำลังบีบให้ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยต้องเลือกระหว่างสิทธิลดหย่อนภาษีของลูก กับเงินช่วยเหลือที่พ่อแม่จำเป็นต้องใช้ประทังชีวิต”
- นอกจากนี้ น.อ.อนุดิษฐ์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงแนวทางการดำเนินการของภาครัฐที่เน้นการตรวจสอบย้อนหลังและผลักภาระให้ประชาชนเป็นผู้พิสูจน์ตนเอง โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อาจต้องเดินทางไปยื่นอุทธรณ์
Summary
เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม กล่าวว่า ตนขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนมาตรการตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกรณีที่บุตรนำชื่อบิดามารดาไปใช้ลดหย่อนภาษี โดยระบุว่า แม้จะเห็นด้วยกับการจัดระเบียบสวัสดิการของรัฐเพื่อให้งบประมาณภาษีของประชาชนตกถึงมือผู้ที่เดือดร้อนอย่างแท้จริง แต่เงื่อนไขล่าสุดที่กำหนดให้ผู้สูงอายุถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทันที หากบุตรนำชื่อไปลดหย่อนภาษี
นอกจากนี้ น.อ.อนุดิษฐ์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงแนวทางการดำเนินการของภาครัฐที่เน้นการตรวจสอบย้อนหลังและผลักภาระให้ประชาชนเป็นผู้พิสูจน์ตนเอง โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อาจต้องเดินทางไปยื่นอุทธรณ์ หรือในบางกรณีอาจต้องไปแจ้งความยืนยันว่าบุตรไม่ได้ให้การเลี้ยงดูจริง เพื่อรักษาสิทธิที่ควรได้รับ
น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวต่อว่า การใช้เงื่อนไขแบบเหมารวมว่า เมื่อมีการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีแสดงว่าบิดามารดาได้รับการดูแลอย่างเพียงพอแล้ว เป็นการมองปัญหาจากตัวเลขบนกระดาษ โดยไม่เข้าใจโครงสร้างความยากจนที่เกิดขึ้นจริงในสังคม เนื่องจากสิทธิลดหย่อนภาษีจากการอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา จำนวน 30,000 บาทต่อปี คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยเพียงเดือนละ 2,500 บาท หรือวันละไม่ถึง 100 บาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพและค่ารักษาพยาบาลของผู้สูงอายุในปัจจุบัน
“หากรัฐบาลใช้เกณฑ์นี้มาตัดสินว่าพ่อแม่ไม่ควรได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีกต่อไป เท่ากับกำลังบีบให้ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยต้องเลือกระหว่างสิทธิลดหย่อนภาษีของลูก กับเงินช่วยเหลือที่พ่อแม่จำเป็นต้องใช้ประทังชีวิต” รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม กล่าว