Matichon
พิจารณ์ น้อมรับเสียงวิจารณ์ ดึง สุรพล ช่วยงาน โจ ชัยวัฒน์
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 2 outlets. See llms.txt for citation guidance.
2 แหล่งข่าวยืนยัน
เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ชัยชนะทางการเมืองที่แท้จริง คือการเปลี่ยนคนที่เคยเห็นต่าง ให้มาเดินร่วมทางกับเรา ตลอดช่วงวันที่ผ่านมา ผมและพรรคประชาชนได้รับฟังทุกเสียงสะท้อน ทุกความกังวล และทุกคำวิจารณ์ กรณีการทาบทาม ศ.สุรพล นิติไกรพจน์ มาร่วมเป็นประธานที่ปรึกษาแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ของ โจ ชัยวัฒน์ ผมเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความรู้สึกของพี่น้องประชาชนที่มีต่อประวัติศาสตร์การเมืองในช่วงเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมา
Key facts
- เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ชัยชนะทางการเมืองที่แท้จริง คือการเปลี่ยนคนที่เคยเห็นต่าง ให้มาเดินร่วมทางกับเรา ตลอดช่วงวันที่ผ่านมา
- นายพิจารณ์ ระบุอีกว่า เราต้องยอมรับความจริงว่า ตราบใดที่ฐานเสียงหลักของเรายังอยู่ที่ร้อยละ 30-35 เราไม่มีทางที่จะชนะอย่างเด็ดขาดและเข้าไปเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศนี้ได้
- ที่มีความเชี่ยวชาญและพร้อมจะเดินร่วมทางกับเรา คือหนึ่งในยุทธศาสตร์ในการสร้างขบวนการที่เข้มแข็ง
- นายพิจารณ์ ระบุว่า ดังนั้น การที่อาจารย์ตัดสินใจรับตำแหน่งประธานที่ปรึกษาให้กับทีมผู้ว่าฯ กทม. ของพรรคประชาชนในวันนี้ จึงไม่ใช่การรับดอกไม้ ไม่ใช่รับตำแหน่ง ไม่ใช่รับคำสรรเสริญ แต่คือ “การตัดสินใจแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนต่อสาธารณะ”
Summary
เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ชัยชนะทางการเมืองที่แท้จริง คือการเปลี่ยนคนที่เคยเห็นต่าง ให้มาเดินร่วมทางกับเรา ตลอดช่วงวันที่ผ่านมา ผมและพรรคประชาชนได้รับฟังทุกเสียงสะท้อน ทุกความกังวล และทุกคำวิจารณ์ กรณีการทาบทาม ศ.สุรพล นิติไกรพจน์ มาร่วมเป็นประธานที่ปรึกษาแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ของ โจ ชัยวัฒน์ ผมเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความรู้สึกของพี่น้องประชาชนที่มีต่อประวัติศาสตร์การเมืองในช่วงเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมา
นายพิจารณ์ ระบุอีกว่า เราปฏิเสธไม่ได้ครับว่า อ.สุรพล เคยดำรงตำแหน่งสนช.หลังการรัฐประหาร แต่วันนี้กาลเวลาและสถานการณ์ได้พิสูจน์แล้ว อาจารย์ได้ตระหนักถึงผลพวงอันเลวร้ายของการรัฐประหารและกลุ่มขั้วอำนาจที่อ.มีส่วนร่วมสนับสนุนที่ทำลายประเทศ และได้เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนจุดยืนเดิม หันมาสนับสนุนการต่อสู้ของคนรุ่นใหม่และขบวนการประชาธิปไตยมานานหลายปี ร่วมกับผู้อาวุโสทางการเมืองอีกหลายท่านและขอมีส่วนร่วมเข้ามาแก้ไขผลพวงที่เกิดขึ้น อย่างในช่วงเวลาที่พรรคก้าวไกลเผชิญกับคดียุบพรรค
นายพิจารณ์ ระบุอีกว่า เราต้องยอมรับความจริงว่า ตราบใดที่ฐานเสียงหลักของเรายังอยู่ที่ร้อยละ 30-35 เราไม่มีทางที่จะชนะอย่างเด็ดขาดและเข้าไปเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศนี้ได้ หากเราไม่แสวงหาแนวร่วมที่กว้างขวางขึ้น การผสมผสานระหว่าง “คนใน” ที่มีอุดมการณ์มั่นคง กับ “คนนอก” ที่มีความเชี่ยวชาญและพร้อมจะเดินร่วมทางกับเรา คือหนึ่งในยุทธศาสตร์ในการสร้างขบวนการที่เข้มแข็ง
นายพิจารณ์ ระบุด้วยว่า แต่ผมอยากชวนทุกท่านมองย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้น สิ่งหนึ่งที่เราตั้งใจทำมาตลอดตั้งแต่ตอนสร้างพรรคอนาคตใหม่ คือความเชื่อที่ว่า “การเปลี่ยนคนที่เห็นต่างมาเห็นตรงกับเรา การเปลี่ยนคนที่เคยอยู่ตรงข้ามกับเรา และตรงข้ามกับระบอบฝ่ายประชาธิปไตยที่พวกเรายึดถือ คือหนทางเดียวที่จะนำไปสู่ชัยชนะทางการเมืองเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ได้อย่างแท้จริง”