Matichon
เบอร์สันผลผลวิจัย ชี้ให้เห็นช่องว่างระหว่าง ‘การมองเห็น’ และ ‘ความน่าเชื่อถือ’ บน AI
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
เบอร์สัน เอเจนซี่ระดับโลกด้านการสื่อสารที่มุ่งสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าผ่านการเสริมภาพลักษณ์ขององค์กร ได้เผยแพร่รายงานฉบับใหม่ในหัวข้อ “The Credibility Paradox”
Key facts
- ในโลกยุค ‘Zero-Click’ นี้ ผู้บริโภคอาจถามคำถามกับ AI โดยไม่คลิกต่อไปดูคำตอบถึงแหล่งต้นทาง จึงทำให้ LLM ทั้งหลายขึ้นมามีบทบาทเป็นผู้กำหนดชื่อเสียงและภาพลักษณ์ขององค์กร”
- เบอร์สัน เอเจนซี่ระดับโลกด้านการสื่อสารที่มุ่งสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าผ่านการเสริมภาพลักษณ์ขององค์กร ได้เผยแพร่รายงานฉบับใหม่ในหัวข้อ “The Credibility Paradox”
- ซึ่งแสดงให้เห็นถึงระดับความเชื่อมั่นที่แตกต่างกันไปของแต่ละกลุ่มผู้รับสาร เมื่อพิจารณาคำตอบของ AI เกี่ยวกับแบรนด์และบริษัทต่างๆ โดยรายงานฉบับนี้เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขับเคลื่อน Generative Engine Optimization (GEO)
- AI ทำหน้าที่ทั้งสร้าง สรุป และส่งมอบข้อมูลถึงกลุ่มเป้าหมายโดยตรง ดังนั้น การทำให้แบรนด์หรือองค์กรปรากฏอยู่ในคำตอบของ LLM ต่างๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญ แต่การมองเห็นเพียงอย่างเดียวยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของโจทย์นี้
Summary
เบอร์สัน เอเจนซี่ระดับโลกด้านการสื่อสารที่มุ่งสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าผ่านการเสริมภาพลักษณ์ขององค์กร ได้เผยแพร่รายงานฉบับใหม่ในหัวข้อ “The Credibility Paradox”
“ในโลกยุค ‘Zero-Click’ นี้ ผู้บริโภคอาจถามคำถามกับ AI โดยไม่คลิกต่อไปดูคำตอบถึงแหล่งต้นทาง จึงทำให้ LLM ทั้งหลายขึ้นมามีบทบาทเป็นผู้กำหนดชื่อเสียงและภาพลักษณ์ขององค์กร”
เบอร์สันได้ร่วมมือกับ Profound แพลตฟอร์ม AI ชั้นนำด้านการตลาด เพื่อรวบรวมคำตอบที่เกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของแบรนด์และองค์กรต่างๆ จากแพลตฟอร์ม AI ชั้นนำ 7 ราย ด้วยคำถามที่ครอบคลุม 85 บริษัท และมุ่งวัดผลด้วย 8 ตัวชี้วัดด้านภาพลักษณ์องค์กร ภายใต้แนวคิด “Reputation Capital”
ระดับความเชื่อมั่นในคำตอบแตกต่างกันไปตามกลุ่มผู้รับสาร คำตอบของ AI ที่ดูน่าเชื่อถือ อาจไม่ได้มีน้ำหนักเท่ากันสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย เช่นกลุ่มลูกค้าทั่วไป นักลงทุน พนักงาน หรือหน่วยงานกำกับดูแล โดยเฉลี่ยแล้ว ผลวิจัยระบุว่ากลุ่มผู้บริหารที่มีอำนาจตัดสินใจทางธุรกิจจะเชื่อถือคำตอบจาก AI มากกว่ากลุ่มประชาชนทั่วไปราว 10% เนื่องจากผู้รับสารกลุ่มดังกล่าวมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมากกว่า จึงมีแนวโน้มที่จะเปิดรับเรื่องราวในเชิงนวัตกรรมและกลไกทางธุรกิจมากกว่ากลุ่มอื่น ดังนั้น