Matichon
ศุภจี ห่วงเอลนีโญ กระทบเกษตร ย้ำ 5 แนวทางดูแลเอสเอ็มอี
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในการประชุมใหญ่หอการค้าภาค 5 ภาค ประจำปี 2569วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ที่โรงแรมโกลเด้น ทิวลิป ซอฟเฟอริน พระราม 9 กรุงเทพฯ โดยสะท้อนว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์ที่ไม่เคยเจอมาก่อน โดยเฉพาะในมิติการค้าโลกที่มีความซับซ้อนมากขึ้น วิกฤตหลายด้านเกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดทางการค้า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนโลจิสติกส์ และกฎกติกาใหม่ของโลก
Key facts
- เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในการประชุมใหญ่หอการค้าภาค 5 ภาค ประจำปี 2569วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ที่โรงแรมโกลเด้น ทิวลิป ซอฟเฟอริน พระราม 9 กรุงเทพฯ
- หนึ่งในความเสี่ยงสำคัญคือภาวะอากาศสุดขั้ว โดยเฉพาะปรากฏการณ์ Super El Niño ที่อาจทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นและกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรของไทย ขณะเดียวกัน ต้นทุนค่าขนส่ง ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย และระยะเวลาการขนส่งที่ยาวนานขึ้นราว 15–20%
- ด้านการส่งออก ไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัว 17.6% และในเดือนเมษายนขยายตัวสูงถึง 23% แต่หากแยกดูในรายละเอียดจะพบว่า การเติบโตส่วนใหญ่ หรือประมาณ 80–90% มาจากบริษัทขนาดใหญ่ ในขณะที่ประเทศไทยมีผู้ประกอบการส่งออกที่ขึ้นทะเบียนกว่า 30,000 ราย
- ในด้านเศรษฐกิจไทย ไตรมาสแรกของปี 2569 GDP ขยายตัว 2.8% ซึ่งถือว่าดีกว่าที่คาดไว้ และต่อเนื่องจากไตรมาส 4 ปี 2568 ที่ขยายตัว 2.5% สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยมีแรงส่งมาถึงปีนี้ โดยเฉพาะจากการลงทุนและการส่งออก
- เป็นพระเอก โดยขยายตัวได้มากกว่า 10% ขณะที่การส่งออกก็ขยายตัวได้ดี ส่วนหนึ่งมาจากการเร่งส่งออกสินค้าก่อนที่จะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา
Summary
หนึ่งในความเสี่ยงสำคัญคือภาวะอากาศสุดขั้ว โดยเฉพาะปรากฏการณ์ Super El Niño ที่อาจทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นและกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรของไทย ขณะเดียวกัน ต้นทุนค่าขนส่ง ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย และระยะเวลาการขนส่งที่ยาวนานขึ้นราว 15–20% ล้วนเป็นปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ส่งออกและ SMEs
อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขเศรษฐกิจภาพรวมจะดูดีขึ้น แต่เมื่อลงไปดูในรายละเอียด จะพบว่า การเติบโตยังไม่ได้กระจายลงสู่ฐานรากอย่างทั่วถึง การลงทุนจำนวนมากอยู่ในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น AI เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่ออนาคตประเทศ แต่รายได้และโอกาสยังไม่กระจายไปถึงประชาชนและผู้ประกอบการรายเล็กมากนัก
ด้านการส่งออก ไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัว 17.6% และในเดือนเมษายนขยายตัวสูงถึง 23% แต่หากแยกดูในรายละเอียดจะพบว่า การเติบโตส่วนใหญ่ หรือประมาณ 80–90% มาจากบริษัทขนาดใหญ่ ในขณะที่ประเทศไทยมีผู้ประกอบการส่งออกที่ขึ้นทะเบียนกว่า 30,000 ราย โดยมีผู้ประกอบการรายใหญ่ประมาณ 7,000 ราย ที่เหลือเป็นผู้ประกอบการรายเล็ก แต่สามารถสร้างรายได้จากการส่งออกได้เพียงประมาณ 17–20% เท่านั้น