Prachachat
บริษัทยุโรป ‘ติดหล่ม’ ในจีน ได้เปรียบทั้ง ‘ต้นทุนต่ำ-เร็ว’ ไม่คุ้มหนี
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สหภาพยุโรป (อียู) ก็มีปัญหาเช่นเดียวกับประเทศอื่นจำนวนมากทั่วโลก นั่นก็คือ “ขาดดุลการค้า” มหาศาลให้กับจีนอย่างต่อเนื่อง เมื่อจีนผลิตสินค้าราคาถูกออกมา “ดัมพ์” ตลาดโลก ด้วยข้อได้เปรียบที่โดดเด่น นั่นก็คือค่าแรงถูกกว่าหลายเท่าเมื่อเทียบกับยุโรปหรืออเมริกา ยิ่งเวลาผ่านไปผลกระทบยิ่งหนักขึ้นกระทบต่ออุตสาหกรรมภายในของอียู ทำให้แรงงานในอียูตกงาน ถูกแย่งงานไป
Key facts
- ทางด้านบริษัทวินด์ อินฟอร์เมชั่น บริษัทซอฟต์แวร์และข้อมูลการเงินในเซี่ยงไฮ้ เปิดเผยรายงานล่าสุดระบุว่า กำไรของภาคอุตสาหกรรมจีนในเดือนเมษายนพุ่งขึ้น 24.7% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า นับว่าเติบโตเร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน
- ของจีนซึ่งขยายตลาดไปยุโรป ใช้หุ่นยนต์ 941 ตัว ผลิตรถยนต์ในโรงงานแห่งหนึ่งโดยไม่ใช้คนเลย ทุกอย่างทำงานด้วยระบบอัตโนมัติ 100% และยังผลิตได้หลายรุ่นพร้อมกันอีกด้วย รวมถึงทำงานได้ 24 ชั่วโมง
- อุตสาหกรรมขุดเจาะน้ำมันและก๊าซเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมที่เติบโตสูงที่สุด มีกำไรเพิ่มขึ้น 8.1% ใน 4 เดือนแรกของปี จากที่เคยหดตัว 1.4% ในช่วง 3 เดือนแรก เนื่องจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นช่วยให้อุตสาหกรรมปิโตรเลียมมีกำไรเพิ่มเกือบเท่าตัว
- เดนิส เดปู กรรมการอำนวยการของบริษัทที่ปรึกษา โรแลนด์ เบอร์เกอร์ ซึ่งช่วยหอการค้าอียูในจีนสำรวจครั้งนี้ให้ความเห็นว่า ต้นทุนแรงงานในจีนจะลดต่ำลงอยู่ดี ดังนั้นมันจะไม่ใช่ปัญหาแล้ว เพราะระดับการใช้ระบบอัตโนมัติของจีนในปัจจุบันเมื่อเทียบกับ 2
Summary
ปัญหาดังกล่าวทำให้อียูพยายามจะ “ลดความเสี่ยง”
ทั้งนี้จีนผลิตสินค้าประมาณ 28% ของสินค้าที่ทั้งโลกผลิต แม้ว่าสหรัฐอเมริกาและยุโรปจะตั้งกำแพงภาษีเพื่อสกัดกั้น โดยยุโรปเองนั้นได้เพิ่มการตรวจสอบพฤติกรรมทางการค้าของจีนมากขึ้น พร้อมกับขึ้นภาษีรถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกจากจีนก็ตาม
อย่างไรก็ตามดูเหมือนความพยายามของอียูจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่นัก ในการผลักดันให้บริษัทเอกชนของอียูลดการลงทุนในจีน เพราะผลสำรวจของหอการค้าสหภาพยุโรปในจีนซึ่งสำรวจจากสมาชิกเกือบ 300 ราย ระหว่างเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ปีนี้ (2026) พบว่าเกือบ 1 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสอบถามบอกว่าจะยังดำเนินธุรกิจในจีนต่อไป อีก 37% ตอบว่าพวกเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ด้าน “ห่วงโซ่อุปทาน” เลยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา