Naewna
เอ็ดดี้ ถอดรหัส พรรคส้ม 3 ยุค วิวัฒนาการวาทกรรมอย่างไร ตั้งแต่ รธน.สืบทอดอำนาจ-องค์กรอิสระ จนถึง ระบอบสีน้ำเงิน?
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า พรรคอนาคตใหม่–ก้าวไกล–พรรคประชาชน มีพัฒนาการทางวาทกรรมอย่างไร ตั้งแต่ “รัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจ”ไปถึง “องค์กรอิสระ” จนถึง “ระบอบสีน้ำเงิน”?
Key facts
- วาทกรรมหลักคือการทำให้รัฐธรรมนูญ 2560 ถูกมองว่าไม่ใช่กติกากลางของประเทศ แต่เป็น “เครื่องมือสืบทอดอำนาจ”
- หลังอนาคตใหม่ถูกยุบในปี 2563 จากคดีเงินกู้ 191.2 ล้านบาท ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าเป็นกรณีเข้าข่ายรับบริจาคหรือประโยชน์อื่นใดเกินเพดานและเป็นเหตุให้ยุบพรรค วาทกรรมของฝ่ายนี้ยิ่งเปลี่ยนจาก “ต่อต้านรัฐประหาร”
- ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี
- กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชัง สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
- ต่อมาพรรคก้าวไกลยังรับกรอบนี้ไว้โดยตรง โดยในนโยบายเลือกตั้ง 2566 ระบุว่า รัฐธรรมนูญ 2560 มีที่มา กระบวนการ และเนื้อหาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ออกแบบมาเพื่อ “สืบทอดอำนาจคณะรัฐประหารและระบอบประยุทธ์”
- ทางวาทกรรม คือรวมรัฐธรรมนูญ 2560, ส.ว., องค์กรอิสระ, ศาลรัฐธรรมนูญ, กลไกตรวจสอบ, พรรคภูมิใจไทย และอำนาจที่ถูกกล่าวหาว่าไม่ยึดโยงประชาชน เข้าไว้ในคำเดียว
Summary
วาทกรรมหลักคือการทำให้รัฐธรรมนูญ 2560 ถูกมองว่าไม่ใช่กติกากลางของประเทศ แต่เป็น “เครื่องมือสืบทอดอำนาจ” ของ คสช. และระบอบประยุทธ์ เริ่มมาตั้งแต่ยุคพรรคอนาคตใหม่
พูดง่าย ๆ คือ อนาคตใหม่ไม่ได้บอกแค่ว่า “รัฐบาลไม่ดี” แต่บอกว่า “สนามแข่งขันถูกออกแบบมาให้ฝ่ายหนึ่งได้เปรียบตั้งแต่ต้น”