Naewna
WHO เร่งเครื่อง! เปิดรายชื่อยา-วัคซีนความหวังใหม่ของโลก สยบอีโบลาบุนดิบูเกียว
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
29 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกมาเปิดเผยว่าถึงตัวยา 3 ตัวที่ควรให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษในขั้นการทดลอง เพื่ออาจนำไปใช้สำหรับต่อต้าน ไวรัสอีโบลา สายพันธุ์บุนดิบูเกียว (Bundibugyo) อีกทั้งยังแนะว่าโลกควรมีการทดลองยา รวมถึงวัคซีนตัวอื่นๆ ในห้องปฏิบัติการเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งมีความจำเป็นต่อการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลา สายพันธุ์บุนดิบูเกียว
Key facts
- ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี
- ขณะนี้พบว่ายังไม่มียารักษาไวรัสอีโบลา สายพันธุ์บุนดิบูเกียวนี้โดยเฉพาะ ซึ่งตัวยาทดลองที่ องค์การอนามัยโลก ให้ความสำคัญ คือ MBP134 ของ Mapp Biopharmaceutical, Maftivimab ของ Regeneron และ Antiviral Remdesivir ของบริษัท Gilead Science
- กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชัง สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
- วัคซีนอีกตัวหนึ่งที่น่าจับตาคือ ChAdOx1 Bundibugyo พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และสถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย ที่พร้อมทำการทดสอบในอีก 3 เดือนข้างหน้า แต่ยังต้องมีการเก็บข้อมูลจากการทดลองในสัตว์
Summary
ขณะนี้พบว่ายังไม่มียารักษาไวรัสอีโบลา สายพันธุ์บุนดิบูเกียวนี้โดยเฉพาะ ซึ่งตัวยาทดลองที่ องค์การอนามัยโลก ให้ความสำคัญ คือ MBP134 ของ Mapp Biopharmaceutical, Maftivimab ของ Regeneron และ Antiviral Remdesivir ของบริษัท Gilead Science
สำหรับวัคซีนนั้น ตัวยาที่ดูมีประสิทธิภาพมากที่สุดคือ rVSV Bundibugyo จำนวน 1 โดส พัฒนาโดย International AIDS Vaccine Initiative คาดว่ากว่าที่วัคซีนดังกล่าวจะพร้อมสำหรับการทดลองนั้นอาจต้องรออีกประมาณ 9 เดือน
โดยยา Maftivimab ถูกส่งไปยังประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) พร้อมสำหรับการใช้งานหากได้รับไฟเขียวจากทางองค์การอนามัยโลก เพื่อใช้สำหรับการรักษาผู้ป่วยแบบเฉพาะหน้า หรือนำไปวิจัยต่อ