Kaohoon
“นักวิชาการ–สมาคมค้าปลีก” ชงรัฐดึงโมเดิร์นเทรดร่วม “ไทยช่วยไทยพลัส” ดัน GDP-ภาษีเพิ่ม
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 5 outlets. See llms.txt for citation guidance.
KHAO Verified
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” กำลังถูกจับตาในฐานะเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจและฟื้นกำลังซื้อภายในประเทศ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่อ่อนแรง ต้นทุนธุรกิจที่อยู่ในระดับสูง และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
Key facts
- รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน กล่าวว่า รัฐบาลควรพิจารณาปรับหลักเกณฑ์ให้ร้านค้านิติบุคคลที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท รวมถึงกลุ่มค้าปลีกทั่วประเทศ สามารถเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสได้
- นอกจากนี้ การตัดร้านค้านิติบุคคลที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทออกจากโครงการ อาจเท่ากับเป็นการตัดโอกาสของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวนมากที่อยู่ในระบบภาษีและมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย
- ด้านนายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมค้าปลีกไทย กล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสถือเป็นมาตรการที่มาถูกจังหวะ และสามารถช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในระยะสั้นได้จริง โดยครอบคลุมประชาชนกว่า 30 ล้านคน ภายใต้เงื่อนไขรัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่าย 40%
- ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส”
Summary
อย่างไรก็ตาม เสียงสะท้อนจากภาควิชาการและภาคธุรกิจเริ่มเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า หากรัฐบาลต้องการให้เม็ดเงินงบประมาณกว่าแสนล้านบาทเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ควรพิจารณาปรับหลักเกณฑ์ให้ร้านค้าปลีกและโมเดิร์นเทรดที่อยู่ในระบบภาษีสามารถเข้าร่วมมาตรการได้มากขึ้น เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างเต็มประสิทธิภาพ
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน กล่าวว่า รัฐบาลควรพิจารณาปรับหลักเกณฑ์ให้ร้านค้านิติบุคคลที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท รวมถึงกลุ่มค้าปลีกทั่วประเทศ สามารถเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสได้ เพราะจะช่วยขยายแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจให้ยาวนานและมีพลังมากขึ้น
ทั้งนี้ หากยังคงหลักเกณฑ์เดิม โครงการอาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงระยะสั้นในช่วงไตรมาส 2 ถึงไตรมาส 3 ก่อนที่เศรษฐกิจจะกลับมาชะลอตัวอีกครั้ง ขณะที่มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะช่วยผลักดัน GDP ได้ราว 0.4-0.5%